Thursday, March 6, 2008

ANGKOR TRIP (ตอนสิบสาม)

ปราสาทตาแก้ว
สร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 16 รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5

จุดประสงค์ของการสร้างปราสาทนี้ก็เพื่ออุทิศให้แด่พระศิวะศาสนาฮินดูที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ทรงนับถือ แต่พระองค์ก็ทรงให้ความอุปถัมภ์แก่พุทธศาสนานิกายมหายานอย่างเปิดเผยเช่นกัน

ปราสาทตาแก้วเป็นปราสาทแรกที่ทดลองนำหินทรายมาสร้าง มีลักษณะเป็นปราสาท 5 หลัง ก่อด้วยหินเป็นชั้น 5 ชั้น สูง 20 เมตร ในชั้นที่ 2 มีระเบียงคตยาวติดต่อล้อมรอบ เป็นปราสาทที่ถูกเรียกว่าปราสาทโกลน หมายความว่าเป็นปราสาทที่ยังสร้างไม่เสร็จดี จารึกไม่ได้ระบุว่าพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 ผู้มีศักดิ์เป็นพระนัดดาขึ้นครองราชย์ต่อมา ทรงสร้างปราสาทต่อหรือไม่ เพราะเป็นการขึ้นครองราชย์ช่วงสั้นๆ จวบจนพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ขึ้นครองราชย์ จึงทรงสร้างปราสาทตาแก้วต่อจนสิ้นรัชกาลก็ยังไม่เสร็จ

มีข้อสันนิษฐานที่ปราสาทเป็นปราสาทโกลนหรือสร้างไม่เสร็จอาจเป็นเพราะหินทรายที่นำมาก่อสร้างนั้นมีความแข็งจนยากต่อการแกะสลักภาพก็เป็นได้ หรืออาจเกิดสงครามจึงต้องเกณฑ์ผู้คนไปทำการรบ ทำให้การก่อสร้างขาดช่วงไป หรือกระทั่งการเกิดฟ้าผ่า ซึ่งเป็นความเชื่อว่าไม่เป็นที่ปรารถนาของเทพเจ้าจึงต้องหยุดการสร้างปราสาทไปเป็นปราสาทแรกที่ช่างขอมสามารถสร้างปราสาทด้วยหินทราย มีปราสาท 5 หลังอยู่บนฐานเดียวกันได้สำเร็จเป็นครั้งแรก (จากเดิมที่ใช้อิฐสร้างตัวปราสาท)


ปราสาทธรรมานนท์
สร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 17 รัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ศิลปะแบบนครวัด

ปราสาทล้อมรอบด้วยคูน้ำที่ขอมโบราณเชื่อว่าเป็นน้ำที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ตัวปรางค์ของปราสาทยังสภาพดีอยู่ แต่กำแพงล้อมรอบพังทลายไปหมดแล้ว เหลือโคปุระซึ่งมีสัดส่วนกะทัดรัด

ปราสาทพนมบาแค็ง
ศิลปะแบบบาแค็ง สร้างในปี พศ.1450 สมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 อยู่บนยอดเขาบาแค็งสูง 67 ม. ใช้เวลาเดินเท้า 20 นาที

พวกเราไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันที่นี่ คนตรึมเลยค่ะ คือ...เราไม่ได้ขึ้นไปดูบนยอดปราสาทหรอก นั่งดูผู้คนเดินไปเดินมานั่นแหละ สังเกตดูคนไทยเยอะเหมือนกัน มีทั้งเด็ก ๆ หนุ่มสาว ผู้ใหญ๊ผู้ใหญ่ เดินฝุ่นตลบกันไปหมด

สังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่ส้นสูงปรี๊ด กางเกงขาสั้นสุด ๆ คิดดู ปีนบันไดปราสาททั้ง ๆ ใส่ส้นสูง กางเกงขาสั้น แต่...เค้ามากับแฟนหนุ่มไง คิดว่าคงสามารถออดอ้อนแฟนหนุ่มได้

ประมาณว่า...ใส่ส้นสูงปรี๊ด ขึ้นบันไดไม่ถนัด ก็จะโซซัดโซเซ เอียงแถดแถ๋ เข้าหาแฟนหนุ่ม แฟนหนุ่มอยู่ในช่วงอินเลิฟก็จะต้องประคองด้วยความเต็มใจ ด้วยอ้อมกอดอันอบอุ่น แหม...ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร

ANGKOR TRIP (ตอนสิบสอง)

ปราสาทตาพรหม
สร้างในปลายปีพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 1729) รัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และมีการขยายพื้นที่สร้างต่อเติมอีกในรัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 เป็นศิลปะแบบบายน ถือเป็นวัดในพุทธศาสนาและเป็นวิหารหลวงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 คือพระนางชัยราชจุฑามณีผู้เปรียบประดุจกับพระนางปรัชญาปรมิตา ซึ่งหมายถึงเมื่อพระองค์เป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระราชมารดาของพระองค์จึงเปรียบดังพระนางปรมิตาเช่นกัน

ปราสาทตาพรหมถูกสร้างเคียงคู่กับปราสาทพระขรรค์ สร้างหลังปราสาทพระขรรค์เพียง 5 ปี ถือเป็นวัดในพุทธศาสนาที่มีขนาดใหญ่คือมีปราสาทถึง 24 หลัง สันนิษฐานว่าปราสาทแห่งนี้อดีตเป็นทั้งพระอารามหลวงในศาสนาพุทธ และมหาวิทยาลัยสำหรับสอนภาษาสันสกฤตอีกด้วย

ที่น่าประหลาดใจคือพิธีในปราสาทยุคนั้น ซึ่งจารึกกล่าวถึงบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทแห่งนี้คือ จำนวนคนและบรรดาทรัพย์สินจากหมู่บ้านจำนวนถึง 3,140 หมู่บ้าน ใช้คนทำงานถึง 79,365 คน และจำนวนนี้มีพระชั้นผู้ใหญ่ 18 รูป เจ้าหน้าที่ประกอบพิธี 2,740 คน ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ประกอบพิธี 2,202 คน และนางฟ้อนรำอีก 615 คน สำหรับทรัพย์สมบัติของวัดก็มีจานทองคำ 1 ชุดหนักกว่า 500 กิโลกรัม และชุดเงินเพชร 35 เม็ด ไข่มุก 40,620 เม็ด หินมีค่าและพลอยต่างๆ 4,540 เม็ด อ่างทองคำขนาดใหญ่ ผ้าบางสำหรับคลุมหน้าจากประเทศจีน 876 ผืน เตียงคลุมด้วยผ้าไหม 512 เตียง ร่ม 523 คัน ยังมีเนย นม น้ำอ้อย น้ำผึ้ง ไม้จันทน์ การบูร เสื้อผ้า 2,387 ชุด เพื่อแต่งรูปปั้นต่างๆ กล่าวกันว่าความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อนี้เองเป็นเหตุให้เกิดความล่มสลายของอาณาจักรขอมในเวลาต่อมา

ปราสาทแห่งนี้เป็นปราสาทที่ถูกปล่อยให้อยู่กับธรรมชาติ หลังจากการค้นพบปราสาทต่างๆ โดยชาวฝรั่งเศส แต่เดิมปราสาทนครวัดเองก็อยู่ในลักษณะเช่นนี้ก่อนที่จะมีการบูรณะในต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ในขณะที่ปราสาทตาพรหม - ในจารึกแล้วจริงปราสาทแห่งนี้มีชื่อว่าปราสาทราชวิหาร แต่เนื่องจากนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสไม่ได้อ่านจารึก จึงเรียกชื่อปราสาทแห่งนี้ตามชื่อคนดูแล จึงกลายเป็นที่มาของชื่อปราสาทตาพรหมจนถึงทุกวันนี้ - ถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้เห็นสภาพที่แท้จริงว่าปราสาทอยู่กับธรรมชาติมาได้เกือบ 500 ปี อันเป็นอีกมุมมองหนึ่ง เพื่อให้เห็นลักษณะของต้นไม้ที่เกาะกุมปราสาท

เดิมก่อนสร้างปราสาทนั้นสภาพบริเวณนี้เป็นป่ามาก่อน เมื่อจะสร้างปราสาทจึงต้องเคลียร์พื้นที่ให้เป็นที่โล่ง โดยการตัดไม้ออกแต่ในที่สุดแล้วธรรมชาติก็สามารถที่จะเอาชนะถาวรวัตถุที่ถูกสร้างจากมนุษย์ ต้นไม้ที่เกาะกุม ชอนไชไปเรื่อยๆ ไปยังส่วนต่างๆของปราสาท ช่วยให้บรรยากาศของปราสาทตาพรหมดูลึกลับ สวย ไม่เหมือนปราสาทที่อื่นๆ

ที่ปราสาทตาพรหมมีต้นไม้อยู่ 2 ชนิด ต้นที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า ต้นสะปง หรือภาษาไทยเรียกว่า ต้นสำโรง เป็นต้นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน รากของมันจะดุดน้ำใต้ดินเข้าลำต้นทำให้ดูป่อง พอง ส่วนพันธุ์ไม้อีกพันธุ์หนึ่งเป็นไม้เลื้อยขึ้นอยู่ตามหน้าบัน ทับหลังหรือตัวปราสาท หลังคา ลักษณะเป็นไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก บ้างก็แห้งตายคาอยู่ บ้างก็ยังเขียวสดอยู่ เกิดจากการที่นกมาขับถ่ายมูลที่มีเมล็ดของพันธุ์นี้ทิ้งไว้ บริเวณใดของปราสาทที่มีน้ำขังอยู่มีตะไคร่น้ำที่ให้ความชุ่มชื้น ก็สามารถทำให้เมล็ดพันธุ์เติบโตเป็นต้นได้ ทั้งไม้เล็กและไม้ใหญ่ต่างเติบโตตามสภาวะที่เอื้ออำนวยรากของไม้ใหญ่ที่แทรกชอนไชไปบนแผ่นศิลา เพื่อจะหาที่ลงดินเกิดเป็นรูปทรงคล้ายหนวดปลาหมึกเกาะกุมองค์ปราสาททำให้ช่วยประคองยึดตัวปราสาทไม่ให้พังลงมาได้

ANGKOR TRIP (ตอนสิบเอ็ด)


ปราสาทบันทายคดี (หรือปราสาทบันเตียกะเด็ย หรือบันทายกุฏิ)

ศิลปะแบบบายน สร้างในปีพศ.1730 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และสร้างขยายในสมัยพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2

ปราสาทบันทายเป็นศิลปะบายนคล้ายปราสาทตาพรมและปราสาทพระขรรค์ สันนิษฐานว่าเป็นปราสาทสำคัญหลังหนึ่งในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันยังไม่พบจารึกการสร้าง และจุดประสงค์ของการสร้าง จบจากปราสาทบันทายคดี

สระสรง

ศิลปะแบบบายน สร้างในสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน และสร้างขยายในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อยู่บริเวณตรงข้ามปราสาทบันทายคดี




Tuesday, March 4, 2008

ANGKOR TRIP (ตอนสิบ)

ปราสาทบากอง
สร้างในต้นปีพุทธศตวรรษที่ 15 (พ.ศ. 1424) ในรัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 เป็นศิลปะแบบบากอง

ปราสาทนี้ สร้างหลังปราสาทพระโคประมาณ 2-3 ปี เป็นปราสาทหลวงในรัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ณ เมืองหริหราลัย จนถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 15

ปราสาทบากองเป็นสัญลักษณ์แห่งแรกในการสร้างปราสาทที่เป็นปิรามิด และเป็นต้นกำเนิดของปราสาทหลายหลังในเมืองพระนคร เช่น ปราสาทแปรรูป ตาแก้ว บาแค็ง

ตัวปราสาทมีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นถูกสร้างขึ้นจากหินทราย ยกเว้นเฉพาะปรางค์ประธานที่อยู่ชั้นบนสุดที่ยังสร้างขึ้นจากอิฐสันนิษฐานว่าพังไปหมดแล้ว ต่อมาได้ซ่อมแซมในสมัยบาปวนหรือนครวัดโดยกษัตริย์ยุคหลังๆ สังเกตได้จากศิลปะไม่เหมือนกับฐานปราสาท การสร้างลักษณะนี้เป็นการจำลองเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระศิวะ

ANGKOR TRIP (ตอนเก้า)

ถัดจากปราสาทนครวัดยามเช้า พวกเราก็ไปเที่ยวชมปราสาทกันต่อ ก็เป็นกลุ่มปราสาทเรอลั้วะ

กลุ่มปราสาทเรอลั้วะตั้งอยู่ในเมืองเมืองหริราลัย ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าก่อนเมืองพระนคร ประกอบด้วยปราสาท 3 แห่ง คือ ปราสาทโลเล็ย ปราสาทพระโค และปราสาทบากอง ถือเป็นปราสาทยุคแรกก่อนปราสาทนครวัด หรือนครธมนานมากทีเดียว

ปราสาทพระโค สร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 15 รัชสมัยของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 เป็นศิลปะแบบพระโค

ปราสาทนี้ สร้างด้วยอิฐทั้ง 6 หลัง แบ่งเป็น 2 แถวแถวละ 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ตัวปราสาทเป็นอิฐ แต่กรอบประตูและกรอบหน้าต่างสร้างด้วยหินทราย ปรางค์ประธานอยู่ตรงกลางของแถวหน้า มีจารึกภาษาขอมโบราณที่กล่าวถึงประวัติการสร้างปราสาทแห่งนี้

พื้นที่รองรับน้ำหนักของปราสาททั้ง 6 หลังนั้นเป็น หินทราย ซึ่งมีลักษณะและชนิดของหินเหมือนกับที่นำมาทำประติมากรรมลอยตัวของโคนนทิ

พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 มีบันทึกไว้ว่า ปราสาทกลุ่มนี้มีปราสาท 6 กลังก่อด้วยอิฐบนฐานเดียวกัน
ปราสาทองค์กลาง (ด้านหน้า) สร้างถวายแด่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ผู้เป็นอัยยิกา (ปู่)

ปราสาทองค์กลาง (ด้านหลัง) สร้างถวายแด่พระมเหสีของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 มีพระนามว่า ธรนินทรเทวี
ปราสาทองค์ซ้าย (ด้านหน้า) สร้างถวายพระราชบิดาของพระองค์คือปิทวีณทรวรมัน

ปราสาทองค์ซ้าย (ด้านหลัง) สร้างถวายพระราชมารดา
ส่วนปราสาททางขวามืออีก 2 หลังสันนิษฐานว่าคงจะสร้างให้ญาติเช่นกัน

เมื่อสร้างปราสาทนี้เสร็จแล้ว ได้กล่าวถึงปราสาทนี้ว่า สร้างอุทิศถวายแด่พระปรเมธวระ หรือพระเจ้าสูงสุดอีกพระนามของพระศิวะนั่นเอง

ทับหลัง บริเวณผังปราสาทมีลายปูนปั้นประกอบด้วยการสลักทับหลังศิลาทรายแบบนูนสูง ทับหลังสมัยพระโคนั้น นักโบราณคดีนิยมยกย่องว่าเป็นทับหลังที่สวยงาม เหนือกว่าสมัยใดๆ สมัยนี้เริ่มมีศิลปะชวาเข้ามาเกี่ยวข้องเช่น ทับหลังชิ้นหนึ่งภาพสลักหน้ากาลหรือเกียรติมุข (ลักษณะลายหน้าสัตว์ผสมคล้ายหน้ายักษ์บนหน้าสิงห์ มีตากกลมโปนแต่ไม่มีริมฝีปากล่าง) คาบท่อนพวงมาลัย และบนท่อนพวงมาลัยจะมีเทวดาขี่ม้าเรียงกันเป็นแถวท่าทางดูงามลึกซึ้ง

รูปเทพารักษ์หรือทวารบาล ที่ผนังปราสาทพระโคทั้งสี่ด้านไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายมักยืนอยู่ในซุ้มเรือนแก้วผู้ชายใส่เครื่องศิราภรณ์ประดับศีรษะ มือขวาถือหอก มือซ้ายท้าวสะเอวนุ่งผ้าจีบหน้า คาดเข็มขัดสวยงาม โดยเฉพาะมือที่ถือหอกกำไม้สู้แน่นนัก ทำให้ดูนุ่มนวลเหมือนนาฏลักษณ์

ประติมากรรมลอยตัวรูปโคนนทิ ที่่เรียกว่าปราสาทพระโค เชื่อว่าเป็นเพราะมีรูปโคนนทิ 3 รูป ตั้งอยู่ด้านหน้าของปราสาท

ANGKOR TRIP (ตอนเจ็ด - ปราสาทนครวัด ๓)

22 กพ. 51

วันนี้ตื่นตั้งกะตีสี่ ตีห้านั่งรถปุเลง ๆ ไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด ก็มีคนทะยอย ๆ กันมาเรื่อย ๆ เหมือนกับว่า ทุกทัวร์ที่มาเที่ยวที่นี่ พากันแห่แหนมาดูพระอาทิตย์ขึ้น คนเยอะดี แล้วก็เจอพ่อหนุ่มฝรั่งหน้าใส ที่น้องบางคนที่ติดกาแฟงอมแงม ช้อบ ชอบ ที่พบเจอกันเมื่อวันวาน ก็มาดูพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกัน น้องคนนี้ชอบใจ ดีใจ ดี๊ด๊า ไปตามประสา แต่ก็ไม่มีอะไร ทำอะไรไม่ได้ ได้แค่เพียง...มอง แล้วก็อมยิ้มคนเดียว อะไรประมาณนั้น

Monday, March 3, 2008

ANGKOR TRIP (ตอนแปด - COFFEE BREAK)

เนื่องจากว่ามีน้องคนหนึ่งในกลุ่มทัวร์ครั้งนี้ ติดกาแฟงอมแงม และเนื่องด้วยใกล้ ๆ โรงแรมที่เราพักนั้น มีร้านกาแฟที่เราเล็ง ๆ ไว้อยู่ร้านหนึ่ง (ร้าน T&COFFEE WORLD)

ที่ร้านมีป้ายบอกราคากาแฟ พร้อมรูปสวยงาม ดูแล้วน่ากินเป็นยิ่งนัก ราคาก็โอเค รับได้ เราก็เลยตกลงกันว่า เย็นนี้ หลังจากกลับจากท่องเที่ยวนครวัดแล้ว เราจะมากินกาแฟ กับแพนเค้ก ที่ร้านนี้กัน

กลุ่มเล็ก ๆ ของเราทั้ง 4 คนก็ตะลอนเข้าไปในร้านกาแฟแห่งนี้ จัดการสั่งกาแฟเย็น (ใส่นม) 3 ที่ กาแฟร้อน (ลาเต้) อีกหนึ่งที่ พร้อมแพนเค้ก 2 จาน

หะแรก ก็สังเกตเห็นว่า ร้านนี้มีลูกค้า 2 โต๊ะแล้ว โต๊ะแรกก็จะเป็นครอบครัว สัก 6 คนได้ล่ะมั้ง ส่วนอีกโต๊ะหนึ่งก็จะลูกค้าอีกประเภทหนึ่ง อายุประมาณคนทำงานประมาณ 3-4 คนได้ ไม่แน่ใจ

อาหารต่าง ๆ ก็ทยอยกันมาที่โต๊ะครอบครัว เราก็เฉย ๆ กัน คุยกันไปออกรสออกชาติ

15 นาทีผ่านไป กาแฟของเราก็ยังไม่มากันเลย ก็เอ่อ…ไม่เป็นไร คุยกันต่อก็ได้

แล้วอาหารต่าง ๆ ของลูกค้าอีกโต๊ะก็ทยอยกันมาจนครบ

สักพัก พนักงานในร้านก็มาบอกว่า ขอโทษนะคะ นมหมดค่ะ เปลี่ยนกาแฟเย็นใส่นมเป็นอย่างอื่นได้มั้ยคะ

เราก็…ได้ ๆ งั้นเอากาแฟเย็น ไม่ใส่นม ก็ได้

ค่ะ ค่ะ ได้เลยค่ะ รอสักครู่นะคะ

สักพัก ลาเต้ ก็มาถึง แต่…เพียงที่เดียวเท่านั้น

พวกเราก็คิด กาแฟเย็น มันชงกันยากเย็นอย่างงั้นเชียวหรือไร ทำไมมันช้าซะขนาดนั้น ไม่เข้าใจ

10 นาที 15 นาทีผ่านไป พวกเราก็เริ่มโมโหกันแล้ว โมโหในแง่ว่า โมโหไม่จริงน่ะ ออกแนวตลก ๆ ซะมากกว่า หัวเราะเอิ๊กอ๊ากกันไป พลางนินทาร้าน ว่าทำไมช้าจังฟะ

พนักงานในร้านซึ่งอาจจะฟังภาษาไทยออก ก็เดินเข้ามา ขอโทษ แล้วบอกว่า รอแพนเค้กอีกสักครู่นะครับ ช้านิดนึงนะครับ

ด้วยความที่รอนาน จะชั่วโมงนึงแล้ว โมโหตงิด ๆ ก็เลยพูดไปเลยว่า ไอ้ที่สั่งน่ะ ไม่เอาแล้ว คิดตังค์เลยก็แล้วกัน

พนักงานก็หน้าตาเหรอหรา รีบไปตามหัวหน้ามา

พอหัวหน้ามา ก็ขอโทษขอโพยใหญ่ บอกว่า น่านะ รออีกแป๊บนึงนะครับ เดี๋ยวเอากาแฟมาให้นะ ใจเย็น ๆ นะพี่ นะพี่นะ

เราก็โอเค โอเค กันไป ดูซิว่ากาแฟ แพนเค้ก มันจะอร่อยขนาดไหนฟะ ถึงแบบว่า…ทำโคตรช้าขนาดนี้ หรือว่ามันเป็นกาแฟอย่างดี แป้งแพนเค้ก อย่างดี

สักพักกาแฟเย็นของเราก็มา แต่ว่าทยอย ๆ กันมา ทีละแก้ว ทีละแก้ว แก้วหนึ่งห่างกันประมาณ 3-5 นาที ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำนานขนาดนั้น คาดว่าคงจะชงทีและแก้วน่ะ

พอชิมแล้ว รสชาดก็เป็นกาแฟร้อนใส่น้ำแข็งนั่นแหละ ขมมากมาย เพื่อนบางคนถึงกับเลิกกินไปเลย ก็มันไม่อร่อยนี่นา ทนกินทำไมกัน

เราก็เลยใส่น้ำตาลลงไป จริง ๆ ก็รู้นะว่าน้ำตาลไม่ละลาย แต่ขอให้ได้ใส่ ขอหวานนิดนึง

กินไปก็กรุบ ๆ ดี พวกเรากินไปก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากกันไป เพราะโกรธพนักงานที่ร้านไม่ลง หน้าตาเค้าดูว่าผิดจริง แบบว่าจริงใจน่ะ ก็เลยโกรธไม่ลง ได้แต่คุยติดตลกกันไป สนุก ๆ

แล้วแพนเค้กก็ออกมาให้ลิ้มรส 1 จาน รสชาดก็งั้น ๆ นั่นแหละ ไม่ถึง 5 นาที มันก็เกลี้ยง

แล้วจานที่สองก็ตามมา ไม่ถึง 5 นาที ก็เกลี้ยงอีกเช่นกัน

สรุปแล้วพวกเราอยู่ในร้านนี้ประมาณ 1 ชม. (ตั้งแต่ประมาณ 16.30 – 17.30 น. เห็นจะได้) แต่กินนู่นกินนี่กัน ยังไม่ถึง 15 นาทีด้วยซ้ำ แต่กลับต้องรอแค่กาแฟ กับแพนเค้กถึง 45 นาที โอ้…มายก้อด มันจะบรรจงทำอะไรขนาดนี้หนอ

เวลาผ่านร้านนี้ทีไร พวกเราก็ได้แต่อมยิ้ม มองหน้า แล้วหัวเราะกันไป ก็ เออ…รอกันไปได้เนาะ

Sunday, March 2, 2008

ANGKOR TRIP (ตอนเจ็ด - ปราสาทนครวัด ๒)

ปราสาทชั้นนอก
ทางเดินเข้าสู่มหาปราสาทนครวัดมี 5 ประตู ประตูใหญ่อยู่ตรงกลางสำหรับพระมหากษัตริย์ดำเนินเข้าสู่นครวัด ส่วนทางเข้าที่เล็กกว่าถัดออกไปสำหรับเสนาบดี และที่ไกลสุดอีกสองแห่งมีขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับประชาชนทั่วไปรวมทั้งสัตว์พาหนะ
ภาพสลักที่มหาปราสาทนครวัดนับเป็นสิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของศิลปะขอม จนได้ชื่อว่าเป็นศิลปะยุคนครวัด
ปรากฏอยู่ที่ผนังด้านในระเบียงคตชั้นนอกสุดของตัวปราสาท พื้นที่รวมของภาพสลักมีนาดใหญ่มาก ยาวเกือบ 600 เมตร
เนื้อหาของภาพส่วนใหญ่มาจากคัมภีร์พระเวท และมหากาพย์ของศาสนาฮินดู
การชมภาพสลักที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ ภาพการรบที่ทุ่งกุรุเกษตรในมหาภารตะยุทธ ภาพขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ภาพการตัดสินความคดีและความชั่วของพญายม ภาพการกวนเกษียรสมุทร และยังมีภาพอื่นๆอีกมากมายหลายร้อยภาพให้ได้ชมกัน

ภาพการรบที่ทุ่งกุรุเกษตร
เป็นเรื่องราวในมหาภารตยุทธ กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างพี่น้องสองตระกูล คือตระกูลปาณฑพ และเการพ ทั้งสองตระกูลยกทัพมารบกันขั้นแตกหักที่ทุ่งกุรุเกษตรทางตอนเหนือของอินเดีย ภาพสลักมีความยาว 49 เมตร เล่าเรื่องขณะสู้รบกัน ตระกูลเการพอยู่ทางด้านซ้ายและตระกูลปาณฑพอยู่ทางด้านขวา
ขอบภาพทั้งสองด้านเป็นภาพของทหารแต่ละฝ่ายยืนเรียงแถวกันเป็นระเบียบ มีนายทหารบนรถม้าศึกและหลังช้างการรบถึงขั้นตะลุมบอนรุนแรงที่บริเวณที่บริเวณกลางภาพ
ตัวละครเด่นๆ คือ ภีษมะ แม่ทัพของฝ่ายเการพอรชุน แม่ทัพฝ่ายปาณฑพ และพระวิษณุ ที่อวตารลงมาเป็นพระกฤษณะ ซึ่งเป็นผู้ขับรถศึกให้อรชุน
การรบดำเนินมาจนวันที่สิบ อรชุนก็สังหารภีษมะ จะเห็นภาพภีษมะนอนตายบนลูกธนูที่ถูกยิงทั่วทั้งตัว การรบสิ้นสุดลงในวันที่สิบแปด โดยตระกูลปาณฑพเป็นฝ่ายชนะและถือเป็นวันสิ้นสุดของยุค

ภาพขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2
เป็นภาพสลักที่ต่างจากทุกภาพ คือเป็นภาพจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ มีความยาวถึง 94 เมตร โดยแบ่งภาพออกได้เป็นสองส่วน
ส่วนแรกเป็นช่วงที่ยังไม่จัดตั้งขบวนทัพ ส่วนที่สองเป็นภาพขบวนทัพ
ในส่วนแรกนั้นแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นบนเป็นภาพพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ประทับบนราชบัลลังก์ ล้อมรอบด้วยเหล่ารัฐมนตรี และแม่ทัพนายกองที่มาเฝ้า
ชั้นล่างเป็นภาพขบวนของเจ้าหญิงพระธิดาบนเสลี่ยง
เมื่อสิ้นสุดภาพในส่วนแรกก็เริ่มเป็นภาพขบวนทัพของทหารเดินเรียงไปตลอดแนว พร้อมกับแม่ทัพนายกองของแต่ละกองทัพบนหลังช้าง เกือบหน้าสุดของขบวนทัพเป็นกองทัพที่มีลักษณะแตกต่างจากทัพอื่นทหารมีใบหน้าที่โค้งมน สวมเสื้อลายดอก นุ่งผ้าคล้ายกระโปรง ชายผ้ายาว สวมหมวกทรงสูงเป็นชั้นๆ ที่ปลายมีภู่ยาว แม่ทัพอยู่บนหลังช้างเช่นกัน สันนิษฐานว่าเป็นทัพของชาวสยาม

นรก สวรรค์ การพิพากษาของพญายม (ระเบียงคตทิศใต้ ด้านทิศตะวันออก)
ภาพสลักนี้นักโบราณคดีหลายท่านเชื่อว่ามีขึ้นหลังจากที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เสด็จสวรรคตแล้ว
ลักษณะของภาพแบ่งเป็นสองตอน แต่ละตอนแบ่งออกเป็นสองถึงสามชั้น ซึ่งชั้นบนจะเป็นบนโลก และสวรรค์ ชั้นล่างสุดเป็นนรก
ในตอนแรกซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของภาพ เป็นภาพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เสด็จนำเหล่าข้าราชบริพารที่ดีขึ้นสวรรค์ พวกอสูรและคนไม่ดีตกนรก
ในตอนที่สองชั้นกลางเป็นภาพพญายมสิบแปดมือนั่งพิพากษาความดี-ชั่ว ของคนตายบนหลังควายซึ่งเป็นสัตว์พาหนะ
และภาพที่นับเป็นจุดเด่นของภาพสลักนี้คือภาพชั้นล่างของนรกขุมต่างๆ ที่มีการทรมานคนชั่วคนบาป ตามคติขอมเชื่อว่านรกภูมิแบ่งเป็นชั้นถึง 32 ชั้น

ภาพกวนเกษียรสมุทร
การกวนเกษียรสมุทรมีจุดประสงค์เพื่อผลิตน้ำอมฤต โดยใช้เวลาถึง 1,000 ปี น้ำอมฤตนั้นมีฤทธิ์ทำให้ผู้ที่ได้ดื่มกินเป็นอมตะ
บางตำรากล่าวถึงสาเหตุของการกวนเกษียรสมุทรว่าเนื่องมาจากเทวดาและอสูรมักจะสู้รบ ยกทัพมาปราบอีกฝ่ายบ่อยครั้ง ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอยู่เรื่อยมา ฝ่ายเทวดาจึงไปขอคำปรึกษากับพระวิษณุว่า ทำอย่างไรจึงจะรบชนะเหล่าอสูรได้ตลอดทุกครั้ง พระวิษณุจึงแนะนำเรื่องการกวนเกษียรสมุทรเพื่อผลิตน้ำอมฤต ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่และต้องใช้พละกำลังมาก โดยใช้ภูเขามันทระเป็นแกนหมุน ใช้นาควาสุกรีแทนเชือกพันรอบเขามันทระแล้วแบ่งเป็นสองฝ่ายผลัดกันดึงสลับไป-มา เทวดาได้ยินดังนั้นก็ออกอุบายยืมแรงอสูรให้มาช่วยดึงนาคเพื่อกวนทะเลน้ำนม และให้สัญญาว่าจะแบ่งน้ำอมฤตที่ได้ให้ ฝ่ายอสูรเห็นดีก็ตอบตกลง จึงแบ่งด้านกันกวน ฝ่ายเทวดาอยู่ดึงนาควาสุกรีด้านหาง ฝ่ายอสูรให้ดึงด้านหัว
การกวนครั้งนั้นใช้เวลานาน เขามันทระก็ค่อยๆ เจาะโลกลึกลงๆ พระวิษณุเป็นห่วงว่าโลกจะทะลุหรือแตกสลาย จึงได้อวตารเป็นเต่า (ปางกูรมาวตาร) เอากระดองรองรับเขามันทระไว้ (ซึ่งเป็นตอนที่ปรากฏบนฝาผนัง)
จากขอบภาพด้านซ้ายจะเป็นภาพกองทัพเหล่าอสูรเตรียมตัวพร้อมรบ เพื่อแย่งน้ำอมฤตมาเป็นของตนฝ่ายเดียว ถัดไปจึงเป็นหัวแถวกวนเกษียรสมุทรด้านอสูร ตนแรกที่เป็นผู้ถือหัวนาควาสุกรีคือทศกัณฑ์ จากจุดนี้บ่งบอกได้ว่า ขอมโบราณได้รวมเอามหากาพย์รามายณะรวมกับคัมภีร์พระเวท ถัดไปเป็นแถวอสูรอีก 91 ตน ไปจนถึงกลางภาพ จะเห็นพระวิษณุสี่กร คอยควบคุมการกวนอยู่หน้าเขามันทระ ใต้เขามันทระเป็นเต่าเอากระดองรองเขา เหนือเขามันทระมีพระอินทร์คอยจับเขาให้ตรง ถัดไปด้านขวาเป็นแถวของเทวดา 88 องค์ ท้ายสุดผู้ถือหางคือหนุมาน ช่วงท้ายของภาพเป็นกองทัพของเหล่าเทวดาเตรียมตัวแย่งน้ำอมฤตจากอสูรเช่นเดียวกัน

จริง ๆ แล้ว ควรจะเตรียมข้อมูลไปเยอะ ๆ พกหนังสือคู่มือนำเที่ยวนครวัดไปด้วยก็จะดีมาก จะได้อรรถรสในการชมมากยิ่งขึ้น หรือถ้ามีเงินพอที่จะจ้างไกด์ก็จะดียิ่ง ไกด์ที่ได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโกของที่นี่ พูดได้หลายภาษา ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น จีน อังกฤษ ไทย อื่น ๆ ได้คล่องปรื๋อ เล่าเรื่องราวตามภาพแกะสลัก ฟังแล้วสนุกดี

ANGKOR TRIP (ตอนเจ็ด - ปราสาทนครวัด ๑)

ตัวปราสาทนครวัด
ประกอบด้วยโครงสร้างหลักที่เด่นๆ ของสถาปัตยกรรมขอม 2 ส่วน คือ ปิรามิดปราสาทและระเบียงคตที่เชื่อมติดกัน ในส่วนของปิรามิดปราสาทสร้างยกระดับขึ้นสูง 3 ชั้น แต่ละชั้นแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยระเบียงคต มีโคปุระอยู่ทั้งสี่ทิศหลักและศาลาที่มุมทั้งสี่มุม หรือปราสาทบริวารล้อมรอบของปรางค์ประธาน

ด้วยขนาดที่ใหญ่โตของนครวัด สัญลักษณ์ต่างๆที่แทนในสิ่งก่อสร้างทั้งหลายตามคติความเชื่อในศาสนาฮินดูก็ให้ภาพและความรู้สึกที่คล้ายจริง

- คูเมืองหมายถึงมหาสมุทรที่ล้อมรอบโลก

- ระเบียงคตที่เชื่อมกันล้อมรอบปราสาท หมายถึงเทือกเขาน้อยใหญ่ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุที่ประทับของเทพเจ้า

- และตัวปราสาทชั้นบนสุดหรือปรางค์ประธานหมายถึงยอดเขาพระสุเมรุ การได้ขึ้นไปถึงปรางค์ประธานอันสูงชันก็เหมือนการจำลองการขึ้นเขาพระสุเมรุจริงๆ

จุดเด่นที่สุดจุดหนึ่งของมหาปราสาทนครวัด นอกเหนือจากสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ ก็คือภาพสลักบนผนังด้านในของระเบียงคตชั้นล่างของตัวปราสาท

แม้เรื่องราวส่วนใหญ่จะมาจากมหากาพย์และคัมภีร์พระเวทของศาสนาฮินดู แต่ก็ไม่ลืมกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ผู้สร้างไว้ด้วยโดยสลักเป็นรูปกระบวนทัพของพระองค์ ส่วนหนึ่งในภาพสลักนี้มักเป็นที่สนใจหยุดชมของนักท่องเที่ยวเสมอ คือภาพกองทัพชาวสยาม ซึ่งปัจจุบันยังหาข้อสรุปแน่ชัดไม่ได้ว่าเป็นชาวสยามกลุ่มใด โดยมีลักษณะเด่นที่การแต่งกาย การเดินทัพที่ดูไม่เป็นแถว ไม่เป็นระเบียบ

สังเกตไปสังเกตมา จะเห็นว่ามีบางช่วงที่ภาพสลักจะเป็นเงา สาเหตุก็เนื่องมาจากคนเรานี่แหละ ชอบกันนัก เค้าไม่ให้แตะ ไม่ให้ต้อง ไม่ให้สัมผัส ก็ยังไม่วาย เฮ้อ...คนหนอคน

ANGKOR TRIP (ตอนเจ็ด - ปราสาทนครวัด)

ปราสาทนครวัด
สร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 17 (พ.ศ. 1650 – 1693) รัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เป็นศิลปะแบบนครวัด - ส่วนใหญ่จะเป็นรูปภาพของการเล่าเรื่องราว แต่จะไม่มีลวดลายของพรรณไม้ บริเวณตรงกลางภาพจะมีขนาดเล็กและมีรูปสัตว์ใหญ่ๆได้แก่ หงส์ นาค ใช้แทนที่ลายหน้ากาล -

สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแก่พระวิษณุเทพในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ และยังใช้เป็นราชสุสานเก็บพระศพของพระองค์ ด้วยเหตุนี้มหาปราสาทนครวัดจึงถูกสร้างให้หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ต่างจากปราสาทอื่นๆ ที่จะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเสียเป็นส่วนใหญ่

อาณาจักรขอมโบราณนั้นได้รับอิทธิพลความเชื่อจากอินเดียผ่านทางศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ ซึ่งยกย่องกษัตริย์ว่าเป็นเทพเจ้า เรียกว่า “ลัทธิเทวราชา” กษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าในโลกมนุษย์ จึงมีการสร้างเทวสถานถวายให้ และเชื่อว่าเมื่อสวรรคตแล้ววิญญาณจะประทับอยู่ที่ปราสาท ซึ่งเป็นคติเทวราชาที่เชื่อว่ากษัตริย์คือเทวเจ้าอวตารลงมา

ด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง ที่ทำให้กษัตริย์ขอมเมื่อขึ้นครองราชย์ จึงตั้งหน้าตั้งตาสร้างปราสาทตลอดรัชกาลของแต่ละพระองค์ เป็นศาสนสถานสัญลักษณ์ของระบบสุริยะจักรวาลตามคติฮินดูหรือความหมายก็คือศูนย์กลางของโลกและจักรวาลนั่นเอง


พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงครองอาณาจักรขอมระหว่างปี พ.ศ. 1656 – 1693 รวม 37 ปี หลังสิ้นรัชกาลของพระองค์ กษัตริย์ขอมองค์ต่างๆ ที่ขึ้นครองราชย์ยังคงมีการก่อสร้างปราสาท แต่ไม่มีปราสาทใดเลยจะยิ่งใหญ่ไปกว่ามหาปราสาทนครวัดแห่งนี้


นครวัดไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสูงส่งเลิศเลอในบรรดาปราสาทขอมทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองในตัวของมันเองด้วย นั่นคือมีฐานะเป็นทั้งเมืองหลวง และศาสนสถานประจำรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ที่สร้างอุทิศถวายแก่พระวิษณุ


ครั้งแรกที่เห็นปราสาทนี้ จำไว้ว่า พอรถตู้เลี้ยวมาตามถนน จะเห็นทางเดินเข้าปราสาท ขนาบด้วยคูน้ำ เป็นภาพที่งดงามมาก มากจริง ๆ มากจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีสิ่งก่อสร้างที่สวยงามได้ขนาดนี้ พอรถมาจอดหน้าทางเดินเข้า ได้เห็นปรางค์ด้านหลัง ก็ได้แต่ร้องว่า สวยอ่ะ สวยจริง ๆ โคตรสวยเลย อลังการมาก ๆ บอกตรง ๆ ว่าอึ้งและทึ่งกับปราสาทนี้มากมาย

Friday, February 29, 2008

ANGKOR TRIP (ตอนหก - ปราสาทพระขรรค์)

ปราสาทพระขรรค์ สร้างในปี พ.ศ.1734 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ณ บริเวณที่พระองค์ทรงสังหารกษัตริย์จามได้ และเพื่อเป็นการถวายแด่ พระบิดาของพระองค์

มีชื่อทางราชการว่า ปราสาทชัยศรี หรือโชคลาภแห่งชัยชนะ ซึ่งก็หมายถึง ชัยชนะที่มีต่อพวกจามซึ่งเป็นอริราชศัตรู

ต่อมาก็ได้รับการขนานนามใหม่เป็น ปราสาทพระขรรค์ เนื่องจากเป็นสถานที่เก็บ พระขรรค์ชัยศรี ซึ่งเป็นพระแสงดาบที่พระองค์ทรงใช้สู้ศึกนั่นเอง

จากจารึกปราสาทพระขรรค์เป็นมากกว่าวัดหรือสุสานหลวง แต่เป็นเหมือนเมืองขนาดย่อมที่มีเนื้อที่มากกว่า 350 ไร่ ที่มีทั้งศาสนสถาน โรงพยาบาล และสถานศึกษา นอกจากนี้จารึกยังบอกอีกด้วยว่าเคยมีครูอาศัยในปราสาทมากกว่า 1,000 คน


"ตัวปราสาทที่ปกคลุมด้วยรากตันสะปงยักษ์"

ANGKOR TRIP (ตอนห้า - ลานช้าง ลานพระเจ้าขี้เรื้อน)

ลานช้าง (ELEPHANT TERRACE) (หรืออีกชื่อเรียกว่าลานดัมเร็ย)

สร้างในต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และมีการบูรณะเพิ่มเติมสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 เป็นศิลปะแบบบายน

ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองพระนครหลวง หันหน้าเข้าสู่ลานกว้างเรียกว่าสนามหลวง ผนังฐานพลับพลาสร้างด้วยหินสลักเป็นรูปช้างและครุฑพ่าห์

พื้นพลับพลาเป็นหินตั้งอยู่ด้านหน้าประตูพระราชวังมีมุขยื่นออกมาทั้งสองด้าน คือมุขช้างเอราวัณและมุขรูปครุฑพ่าห์มีบันไดขึ้นลงได้ 5 ทาง บันไดใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลาง ซึ่งเป็นทางพระราชดำเนินที่จะใช้ลงไปยังสนามหลวงของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

จุดประสงค์ของการสร้างลานช้าง เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับพระมหากษัตริย์นั่งทอดพระเนตรการสวนสนาม การซ้อมรบ และการเฉลิมฉลองต่างๆ ตลอดจนการต้อนรับพระราชอาคันตุกะ

ลานพระเจ้าขี้เรื้อน สร้างในพุทธศตวรรษที่ 18 – 19 ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
โดยที่ไม่ทราบชื่อ จึงถูกขนานนามขึ้นใหม่ เชื่อกันว่าเป็นศาลตัดสินโทษ และมีการบูรณะเพิ่มเติมสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 เป็นศิลปะแบบบายน

ชื่ื่อลานพระเจ้าขี้เรื้อนว่ากันว่าเกิดจากลานแห่งนี้เคยมีประติมากรรมลอยตัวรูปคนชันเข่าที่มีไลเคน และเชื้อราจับรูปจนเป็นด่างเป็นดวงไปเต็มหมด ซึ่งสอดคล้องกับตำนานที่กล่าวถึงกษัตริย์องค์หนึ่งได้หลับนอนกับนางนาค แล้วฆ่านางนาคตาย แล้วเลือดของนาคกระเซ็นถูกพระวรกายทำให้เป็นโรคขี้เรื้อน
ลานนี้ มีภาพสลักนูนสูงที่ระเบียง เป็นภาพพญายมมีนางนาคอยู่ทั้งสองข้าง กล่าวถึงเมืองบาดาล อันเป็นที่พักอาศัยของนาค

ที่มุมระเบียงมีภาพสลักนูนสูงของนาค 9 เศียร และ 5 เศียรอยู่ข้างบน ภาพพญายมจะถือพระขรรค์นั่งในท่าขัดสมาธิและชันเข่าถ้าเป็นสตรีมักจะมีศิราภรณ์ (คล้ายๆมงกุฏ) สวมใส่บนศีรษะ นั่งในท่าพับเพียบหรือชันเข่า มือประนมถือดอกบัว
มีบางรูปที่แขว่งพระขรรค์แขนตั้งวงโค้งวางมืออยู่บนศีรษะอย่างสวยงาม ภาพสลักนูนสูงแถวที่สอง เป็นรูปยักษ์และรูปครุฑ ซึ่งมีทั้งรูปจริงและรูปจำแลง ภาพสลักแถวที่สามเป็นรูปเทวดา

ANGKOR TRIP (ตอนสี่ - ปราสาทพิมานอากาศ)

ปราสาทพิมานอากาศ สร้างในปีพุทธศตวรรษที่ 15 สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 และพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เป็นศิลปะแบบคลัง

ปราสาทนี้ เป็นปราสาทหลังเดียวที่ก่อสร้างด้วยหินทรายอยู่บนฐานศิลาแลง ซ้อนกันเป็น 3 ชั้น คล้ายปิรามิด รูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมพื้นผ้ามีบันไดลาดชันทั้ง 4 ด้าน
ทางเข้าชมพระราชวังต้องเดินผ่านฐานขึ้นบนพลับพลาสูงไปตามบันไดครุฑ เพราะพระราชวังนี้อยู่บนพลับพลาสูง เมื่อขึ้นไปสู่พลับพลาสูงจะเห็นประติมากรรมรูปสิงห์ ศิลปะสมัยบายนยืนผงาดอยู่เชิงบันไดทั้งสองข้าง

บนฐานพลับพลาสูงแห่งนี้ยังมีร่องรอยการปลุกสร้างพลับพลาในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ให้ออกว่าราชการตรวจพลสวนสนาม หรือประกอบพิธีทางศาสนา ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยอีกแล้ว เพราะสิ่งก่อสร้างทำจากไม้ทางขึ้นสู่ปราสาท

มีบันไดอยู่กลางฐานทั้งสี่ทิศหลัก แต่ส่วนใหญ่แตกหักพังทลาย ที่มีสภาพดีที่สุดคือทิศตะวันตก สองด้านของบันไดทางขึ้นขนาบข้างด้วยประติมากรรมลอยตัวรูปสิงห์ และรูปช้างที่มุมฐานทั้งสามชั้น ตัวปราสาทบนฐานชั้นบนสุดด้านนอกเป็นระเบียงคตทำจากหินทราย

จากบันทึกของจิวต้ากวนกล่าวว่าในปราสาทแห่งนี้กษัตริย์ขอมตะต้องเสด็จมาบรรทมกับนางนาคเก้าเศียรที่จะแปลงร่างเป็นสาวงามทุกคืน ซึ่งเป็นตำนานที่เล่าขานกันในหมู่ชาวจีนที่มีอาศัยอยู่ในเมืองพระนครหลวงสมัยนั้น

ตกลงว่าปราสาทนี้ไม่มีใครปีนบันไดขึ้นไป พากันอ้างว่ามันไม่มีอะไร แต่จริง ๆ แล้ว มันไม่มีแรงต่างหาก

ANGKOR TRIP (ตอนสาม - ปราสาทบาปวน)

ปราสาทบาปวนสร้างขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นศูนย์กลางของเมือง จัดเป็นปราสาทแรกในกลุ่มปราสาทเมืองพระนคร

เป็นศิลปะแบบบาปวน (พ.ศ.1553-1623) ทับหลังมีลักษณะเป็นการเล่าเรื่อง โดยมีภาพบุคคลเป็นส่วนใหญ่ มีรูปของหน้าสัตว์ประหลาดโดยการผสมผสานรวมกับเทวดาที่นั่งอยู่ภายในซุ้ม หรือบางภาพอาจเป็นการเล่าเรื่องของ กฤษณาวตาร

ทางเดินผ่านตัวปราสาทเป็นสะพานหินยกระดับทอดยาว ทางเดินเข้าผ่านโคปุระ - กำแพงล้อมรอบตัวปราสาท ทำเป็นช่องเพื่อใช้เป็นทางเข้า-ออก ทำไว้ทั้งหมด 4 ทิศ โดยอาจทำเป็นแบบซุ้มประตู หรืออาจเป็นแค่ลานยกพื้นและช่องสำหรับใช้เข้าออกส่วนอาณาบริเวณ NaaToy - เป็นรูปกากบาท 3 ทาง

ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ที่ตั้งของปราสาทอยู่ในเขตพระราชวังหลวง เป็นปราสาทที่มียอดสูง มีหลักฐานจากการบันทึกของจิวต้ากวนราชทูตจากเมืองจีนในปลายพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวไว้ว่า ยอดปราสาทบาปวนเคลือบด้วยสำริดแลอร่ามแต่ไกล หากยอดไม่หักพังเสียก่อน คาดว่าปราสาทบาปวนอาจมีความสูงกว่าปราสาทพิมานอากาศ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ปัจจุบันนี้ปราสาททรุดโทรมมากและกำลังได้รับการบูรณะอย่างต่อเนื่อง

เอ่ยถึงปราสาทพิมานอากาศแล้ว เราก็ไปต่อกันเลยดีกว่า

Wednesday, February 27, 2008

ANGKOR TRIP (ตอนสอง - ปราสาทบายน)

21 กพ. 2551
กินข้าวเช้า เป็นข้าวต้มไก่ฉีกใส่ถั่วงอก ซึ่งของเค้าจะเป็นต้นเล็ก ๆ หัวโต ๆ ดูน่ารัก ก็อร่อยดี หวานซะไม่มี มารู้ทีหลังว่า ที่หวานก็เพราะว่าเค้าใส่ผงชูรสเยอะนั่นเอง


สักพักก็มีคนมาสั่งซื้อใส่ถุง เค้าก็ใช้ถุงก๊อบแก๊บที่เราใช้กัน ที่เป็นถุงขาว ชมพู กันนี่แหละ แต่บางกว่าเราเยอะ ตักข้าวต้มลงไป แล้วก็มัดปากถุง

เราก็ได้แต่ โอ้ โฮ เฮะ พลาสติกมันไม่ละลาย ไหลลงไปในท้อง พลางจับตัวกันเป็นก้อน ไหลจากกระเพาะ ไปอุดตันที่ลำไส้ใหญ่หรือนี่ แต่ก็…เรื่องของบ้านเมืองเค้านี่เนอะ

กินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย พวกเราก็แต๊ดแต๋ไปซื้อตั๋วเข้าชมนครวัดกัน เป็นตั๋ว 3 วัน มีการถ่ายรูปติดบัตรอีกต่างหาก รูปงดงามยิ้มร่าเริงเบิกบาน

พอซื้อตั๋วเสร็จก็ไปที่ปราสาทบายน ต่อไปนี้จะเป็นความรู้ล้วน ๆ (ได้จากเพื่อนเก๋ แอ่น กลุ่มหัวหน้าคณะทัวร์ ซึ่งต่างก็อุตส่าห์โดดงานมาทำ Research นครวัด นครธม ขอปรบมือดัง ๆ มา ณ ที่นี้ ในการอุทิศตัวของพวกเธอ)


ปราสาทบายน มีลักษณะเป็นศิลปะของแบบบายนเอง คือ แสดงเรื่องราวของประวัติศาสตร์ เช่น ภาพยุทธนาวีอันยิ่งใหญ่ระหว่างพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 รบพุ่งกับพวกจาม ที่โตนเลสาบ มีภาพแกะสลักบอกเล่าเรื่องราวการดำรงชีวิตในสมัยก่อน และภาพชีวิตทั่วไป

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างปราสาทนี้ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของนครหลวงที่ได้สร้างขึ้นมาใหม่

เหตุเพราะพระองค์เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นิกายมหายานเป็นอย่างมาก จึงปฏิวัติรูปแบบการสร้างปราสาทจากลักษณะปรางค์ สู่การสร้างในลักษณะปราสาทที่มียอดเป็นพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง

จำนวนพระพักตร์ดังกล่าวมีมากถึง 216 พระพักตร์ โดยสร้างเป็นยอด ๆ ละ 4 พระพักตร์รวม 54 ยอด ซึ่งมีความหมายถึงพระเนตรของพระองค์ ที่คอยสอดส่องดูแลประชาราษฎร ทั้ง 54 หัวเมืองขึ้น

ชื่นชมความงามเรียบร้อย ทั้งอึ้ง ทั้งทึ่งในความสามารถของคนยุคโบราณแล้ว พวกเราก็ไปยังปราสาทบาปวน กันต่อ