Showing posts with label เรื่องแปล..แต่แล้นแต.... Show all posts
Showing posts with label เรื่องแปล..แต่แล้นแต.... Show all posts

Saturday, March 1, 2014

มาอ่านประโยชน์ 10 ประการของการออกกำลังกายกันเถอะ!

ประโยชน์ 10 ประการของการออกกำลังกายเป็นประจำ (นอกเหนือจากการลดน้ำหนัก)

ภาพจาก Crystal Eye Studio (Shutterstock)
คุณคงเคยได้ยินมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้วว่าการออกกำลังกายนั้นดีต่อคุณ และนั่นก็คือความจริง แต่มันมีดีมากกว่าการลดน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อ และนี่คือประโยชน์อีก 10 ประการที่คุณจะได้เห็นจากการออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน

10. สร้างเสริมความจำ
ภาพจาก Lifehacker.com
คุณเคยรู้สึกบ้างมั้ยว่าความคิดของคุณชัดเจนขึ้นหลังจากการออกกำลังกาย? ไม่เพียงแค่สมองของคุณจะได้รับพลังงานและออกซิเจนมากขึ้น แต่งานวิจัยหลาย ๆ ชิ้นแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายทำให้ความจำและการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ดีขึ้น แน่นอน การออกกำลังกายที่หักโหมก่อนการสอบใหญ่ทำให้คุณเหนื่อยมากกว่าปราดเปรื่อง แต่ทั้งสองอย่างก็ยังคงเกี่ยวเนื่องกันอย่างไม่ต้องสงสัย

9. ลักษณะท่าทางดีขึ้น
ภาพจาก Lifehacker.com
ลักษณะท่าทางที่ดีมีความสำคัญยิ่ง และหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดเพื่อเสริมท่วงท่าของคุณก็คือการบริหารกล้ามเนื้อในส่วนที่พยุงหลัง การออกกำลังกายเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง หลัง และกล้ามเนื้ออื่นๆจะส่งผลระยะยาวต่อการปรับปรุงท่วงท่าของคุณ ทั้งการนั่งและการยืน

8. เสริมสร้างความมั่นใจ
ภาพโดย  chaoss (Shutterstock)
อย่างชัดเจน การออกกำลังกายทำให้รูปร่างดีขึ้นรวมทั้งความมั่นใจด้วย แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือการออกกำลังกายยังช่วยให้คุณรู้สึกบรรลุผลมากขึ้นรวมทั้งในทางสังคมด้วย (ถ้าคุณออกกำลังกายที่โรงยิม) แม้ว่าคุณไม่เห็นผลในด้านร่างกายทันที การพยายามอย่างหนักจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น และความมั่นใจอีกนิดหน่อยจะส่งผลต่อไปในระยะยาว

7. สลายความเครียด
ภาพโดย Tess Mayer
เราทุกคนต่างมีความเครียดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวันที่แสนโหดร้ายหรืออาการเครียดเป็นประจำ ปัญหาที่โถมเข้ามา ความเครียดมันทำลายจิตใจของคุณ แต่งานวิจัยหลายๆชิ้นแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีที่ดีในการกำจัดมันออกไป ไม่เพียงแค่สารเอ็นโดรฟินที่กำจัดความเครียดโดยธรรมชาติ แต่การที่คุณออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้จิตใจของคุณสลายความเครียดออกไปได้

6. หลับดีขึ้น
ภาพโดย Deeleea
ถ้าคุณเคยมีปัญหาเรื่องการนอนหลับในเวลากลางคืน National Sleep Foundation กล่าวไว้ว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น เวลาที่ดีที่สุดในการออกกำลังกายควรเป็นช่วงเช้าหรือช่วงกลางวัน แทนที่จะเป็นช่วงก่อนนอน ถ้าคุณออกกำลังกายใกล้เวลานอน มันจะส่งผลตรงกันข้ามทันที!

5. พลังงานในตัวเพิ่มมากขึ้น
ภาพโดย nasrul (Shutterstock)
อาจดูเหมือนขัดแย้งกัน การออกกำลังกายอาจทำให้พลังงานของคุณลดลงไปบ้าง แต่มันก็ทำให้คุณรู้สึกถึงพลังงานที่เพิ่มมากขึ้นตลอดทั้งวัน ความจริงแล้วจากการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายในช่วงกลางวันทำให้คุณรู้สึกถึงพลังงานและประสิทธิภาพมากขึ้น คุณควรพยายามเดินบ้างตลอดทั้งวัน การออกกำลังกายช่วงกลางวันก็เป็นยาบำรุงกำลังดีที่จริงๆ

4. ชีวิตเซ็กซ์ดีขึ้น
ภาพโดย wavebreakmedia (Shutterstock)
ดูคุณจะสนใจขึ้นมาแล้วนะ ใช่ งานวิจัยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอสามารถเพิ่มการกระตุ้นทางเพศและลดความเสี่ยงด้านการไร้สมรรถภาพทางเพศของคุณผู้ชายลง ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าการออกกำลังกายช่วยทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น

3. อาการป่วยลดน้อยลง
ภาพโดย Anna Gutermuth
ไม่มีใครอยากป่วย และการออกกำลังกายช่วยคุณได้ งานวิจัยไม่นานมานี้พบว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำเป็นหวัดน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายถึงครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่ดี

2. มีชีวิตยาวนานขึ้น
ภาพจาก Lifehacker.com
ไม่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว ที่ว่าการมีสุขภาพดีจะทำให้คุณมีชีวิตยาวนานขึ้น แต่คุณอาจประหลาดใจมากกว่านั้น งานวิจัยหนึ่งพบว่าการออกกำลังกายช่วยให้ช่วงชีวิตดีขึ้นมากกว่าการเลิกบุหรี่เสียอีก

1. มีความสุขมากขึ้น
ภาพจาก Lifehacker.com
ประโยชน์ทั้งหมดนี้รวมเข้าด้วยกันเท่ากับความสุขที่คุณมีมากขึ้น มันไม่ใช่แค่การหลั่งสารเอ็นโดฟินส์ทำให้เกิดอาการ runner’s high แต่การออกกำลังสม่ำเสมอทำให้ขีวิตของคุณดีขึ้นได้หลายอย่าง เพียงแค่คุณต้องทำให้เป็นนิสัย ม.บริสตอลพบว่าอารมณ์ของเราดีขึ้นมากเมื่อออกกำลังกาย ดังนั้นจงหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะกับชีวิตประจำวันของคุณแล้วคุณก็จะดีขึ้นตามที่บอกมาตั้งแต่ต้น

เรื่องราวดี ๆ จาก http://lifehacker.com/ แปลและเรียบเรียงโดย NaaToy

Saturday, November 3, 2012

ชาร์จแบตฯให้ร่างกาย

พวกเราส่วนใหญ๋หมดเวลาไปกับที่ทำงานและที่บ้าน ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์และวันหยุดสุดสัปดาห์อันแสนรวดเร็วด้วยกิจกรรมเดิม ๆ เราตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุก กระเดือกชากาแฟ ลืมทานอาหารและแทบจะไม่ออกกำลังกายเลย ส่วนคืนวันศุกร์เราก็ร่อนไปมากับการทานอาหารเย็นและการขำ ๆ กับหนังสักเรื่อง นอนหลับสนิทได้แค่เพียงครึ่งเดียว เป็นประจำกันเลยทีเดียว วันหยุดสุดสัปดาห์นั้นก็เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับวันจันทร์ที่จะเริ่มต้นใหม่เหมือนเดิม แต่ความต้องการพลังงานมากขึ้นนั้นก็เป็นจุดหมายที่คงเดิม ต่อไปนี้เป็น 5 สิ่งที่ควรทำเพื่อชาร์จแบตฯให้กับตัวคุณ

1. น้ำ น้ำ น้ำ แล้วก็น้ำ!
ผู้ใหญ่ที่สุขภาพดีนั้นโดยเฉลี่ยแล้วสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์โดยไม่ทานอาหาร แต่ขาดน้ำได้เพียงไม่กี่วันคุณก็ซี้ม่องเท่งแล้ว น้ำเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิต เป็นส่วนประกอบหลักของร่างกายคนเรา น้ำช่วยให้ร่างกายย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหาร หล่อลื่นข้อต่อในร่างกาย และช่วยนำพาออกซิเจนเข้าสู่กระแสโลหิต แพทย์และนักโภชนาการส่วนใหญ่แนะนำให้ดื่มน้ำ 8-10 แก้วต่อวัน การทานอาหาร เหงื่อออก และแม้แต่การหายใจล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ระดับน้ำในร่างกายของเราลดลงและสามารถนำไปสู่อาการขาดน้ำได้ สัญญาณหนึ่งของการขาดน้ำก็คืออาการอ่อนแรง ให้แน่ใจว่าคุณได้ดื่มน้ำ 8-10 แก้วต่อวันและถ้าคุณออกกำลังกาย จงดื่มน้ำมากขึ้นไปอีก

2. การออกกำลังกายทำให้ร่างกายแข็งแรง
ใช่ การออกกำลังกายเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัสนักเมื่อคุณต้องลุกจากเตียงเพื่อกิจกรรมนี้ให้สำเร็จในแต่ละวัน แต่มันก็เป็นความจริงที่มันทำให้คุณอ่อนแรงลง แต่ก็เพิ่มพลังงานให้กับคุณได้เช่นกัน การออกกำลังกายเป็นประจำทั้งคาร์ดิโอและการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (Strength Training) สัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ประสิทธิภาพของปอด การเผาผลาญและความแข็งแรงของหัวใจ แค่เพียง 25-40 นาทีในแต่ละวันก็สามารถเริ่มระดับพลังงานในตัวคุณได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ที่ดีที่สุดไม่ควรออกกำลังกาย 2 ชม.ก่อนนอน

3. อาหารเช้า: อาหารที่สำคัญที่สุดของวัน
คุณแม่ไม่ได้โกหก อาหารเช้าช่วยให้พลังงานกับร่างกายคุณได้ตลอดวัน นับตั้งแต่ตื่นนอน ร่างกายของคุณขาดอาหารและน้ำหลายชม. เราไม่สามารถขับรถได้ถ้าน้ำมันหมด แล้วทำไมร่างกายคุณถึงเป็นอย่างนั้นไม่ได้เล่า อาหารเช้าที่ดีประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และผักผลไม้ เริ่มต้นวันใหม่ของคุณด้วยการเติมเต็มสิ่งเหล่านี้และนั่นก็หมายถึงพลังงานที่ยาวนานไปทั้งวัน และให้แน่ใจว่าไม่ลืมน้ำเปล่าแก้วแรกอันสุดแสนสำคัญด้วย

4. อย่าปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งกระฉูด
การเริ่มต้นวันใหม่ของคุณด้วยอาหารเช้าที่เต็มไปด้วยสารอาหารเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการฟื้นคืนพลังงานของคุณ เป็นการเติมเต็มพลังงานให้กับร่างกายเพื่อคุณจะได้มีพลังงานไว้ใช้ พวกเราอีกหลายคนอาจไม่ตระหนักถึงเวลาอาหารจนกระทั่งเลยเวลาไปแล้ว ทันทีที่ท้องของคุณเริ่มร้อง มันเลยเวลาหิวไปแล้ว เรากำลังมาถึงทางอันตรายของความเงื่องหงอยและฉุนเฉียว การกินอาหารมื้อเล็ก ๆ ตลอดวันซึ่งมีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมันเป็นการเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้นทำลายตัวคุณ จงทำให้มันคงที่และเต็มไปด้วยพลังงาน
5. คร่อกฟี้สัก 8 ชม.
การนอนหลับ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดและแทบไม่เป็นศัตรูกับเราเลย นักวิทยาศาสตร์พร่ำบอกว่าร่างกายของเราต้องการการนอนหลับสนิทประมาณ 6-8 ชม.เพื่อการฟื้นฟูและซ่อมแซมร่างกาย การนอนหลับสนิทต้องเป็นเวลาแน่นอนแม้แต่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ และไม่มีสิ่งรบกวน นั่นหมายถึงการไร้ซึ่งทีวี คอมพวิเตอร์ หรืออุปกรณ์มือถือใด ๆ บนเตียงนอน อย่าออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์หรือชากาแฟ สูบบุหรี่ (ความจริงก็คืออย่าสูบเลยดีกว่า) หรือทานอาหารหนัก ๆ อย่างน้อย 2 ชม.ก่อนนอน แล้วถ้านอนไม่หลับล่ะ ก็เปิดไฟสลัว ๆ อ่านหนังสือ หรือลุกขึ้นเดินไปเดินมาในบ้านสัก 30 นาที แล้วลองนอนใหม่อีก การปรับเวลาการนอนอาจใช้เวลาสัก 2-3 สัปดาห์ แต่ด้วยการทุ่มเท คุณจะผลตอบแทนเป็นรางวัลพลังงานให้กับร่างกายของคุณ
แปลและเรียบเรียงจาก EZINEARTICLE.COM

Friday, April 1, 2011

การออกกำลังกายเสมือนจริง

หลังจากที่ NaaToy หายหน้าหายตาไปนานแสนนาน จากอาการ Failed อะไรบางอย่างในชีวิต ปีใหม่่นี้อาการดีขึ้น ก็เลยได้เวลา UpDate Block กันซะที

พอได้อ่านบทความนี้จาก EzineArticles เช่นเคย ก็เลยได้เจออะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เยี่ยงนี้ ซึ่งมันอาจไม่ได้แปลกๆ ใหม่ๆ สำหรับคนอื่น แต่สำหรับ NaaToy รู้สึกมันน่าสนใจดีน่ะ อ่านก็เลยก็แล้วกันนะจ๊ะ

คุณอาจเคยได้ยินคำต่อไปนี้ “ออกกำลังกายเสมือนจริง ครูฝึกเสมือนจริง และฝึกส่วนตัวทางออนไลน์?” ดูเหมือนกันนิยายวิทยาศาสตร์ใช่มั้ย? มันไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมการฝึกส่วนบุคคลเสมือนจริงจึงกลายเป็นทางเลือกโปรดทางหนึ่งสำหรับคนที่กระตือรือร้นในการออกกำลังกายทั่วโลก

1. ประหยัดได้อย่างมากมายมหาศาล เนื่องจากครูฝึกส่วนตัวอยู่ประจำที่ คุณสมบัติและประสบการณ์ของครูฝึก การจ้างครูฝึกส่วนตัวจึงใช้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก เรารู้กันดีว่าครูฝึกส่วนตัวสร้างทางลัดเพื่อให้เราประสบผลในการออกกำลังกายได้เร็วขึ้น แต่ความจริงแล้ว การจ้างครูฝึกส่วนตัวไม่เหมาะกับงบประมาณของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเศรษฐกิจตกสะเก็ดเช่นนี้ ต้องขอบคุณเทคโนโลยี การฝึกเสมือนจริงช่วยลดค่าใช้จ่ายได้

2. เป็นการออกกำลังกายเฉพาะตัว เราสามารถเลือกโปรแกรมการออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ ลดไขมัน เพิ่มความแข็งแรง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือผสมผสาน ไม่ว่าคุณโปรดการออกกำลังกายที่ยิมหรือสะดวกในบ้านหรือที่ทำงาน การออกกำลังกายเสมือนจริงสามารถปรับไปได้ตามความต้องการของคุณ นอกจากนี้ การฝึกของคุณยังถูกออกแบบด้วยมืออาชีพและยืนยันผลที่ได้

3. ใช้ได้ง่ายๆ เข้าอินเตอร์เนต ใส่ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเพื่อเข้าระบบ...ก็แค่นั้น! ง่ายๆ ใช่มั้ย? ใช่!

4. ยืดหยุ่น จะฝึกที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้! ต่างประเทศ? ไม่มีปัญหา เข้าอินเตอร์เนทที่โรงแรมหรือร้านกาแฟ แล้วดาวน์โหลดการฝึกของคุณซะ แล้วคุณก็พร้อมที่จะฝึกต่อไป

5. สนับสนุนและกระตุ้นคุณอย่างต่อเนื่อง ต้องการความชัดเจนในการออกกำลังกาย? ต้องการคำแนะนำด้านโภชนาการ? ไม่มีปัญหา! ครูฝึกเสมือนจริงคอยช่วยคุณอยู่เสมอ ถ้าคุณขาดแรงจูงใจ ครูฝึกเสมือนจริงจะให้คำแนะนำและเคล็ดลับเพื่อทำให้คุณถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น อีกนัยหนึ่งก็คือคุณแค่เพียงอีเมล์หรือโทรหาครูฝึก เพื่อคุณจะได้ไม่ต้องต่อสู้อยู่เพียงลำพัง

6. เวลาและการเดินทาง ลืมเรื่องการจราจรติดขัดในเมืองเพียงเพื่อพบครูฝึกส่วนตัวหรือเข้าคิวรออุปกรณ์ในยิมไปได้เลย ด้วยการฝึกเสมือนจริงคุณจะประหยัดน้ำมันและเวลาในการเดินทางไปได้

Thursday, April 15, 2010

ไทชิ – อีกวิธีเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง

ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของไทชินั้นก็คือการเปลี่ยนท่วงท่าหนึ่งไปอีกท่วงท่าหนึ่ง เป็นการเคลื่อนไหวที่สง่างาม นอกจากจะช่วยให้คุณแข็งแรงแล้ว ยังทำให้คุณสามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้ สำหรับคนที่งุ่มง่ามเงอะงะ (คุณฝรั่งผู้เขียนเขาบอกว่าเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น) สิ่งนี้มีประโยชน์ยิ่งยวดนัก

คุณฝรั่งผู้เขียนเขาบอกว่าแต่ก่อนเขาเป็นคนที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เนื้อตัวเผละผละ และในอดีตได้พยายามเลียนแบบนักเทนนิสอากัสซี่ จึงทำให้เกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่สามารถออกกำลังกายประเภทแรงกระแทกสูง (high-impact) ได้ แต่เขาก็ยังอยากจะออกกำลังกายที่ได้ทั้งความสนุกและบริหารร่างกายได้ดีด้วย

ขณะที่คุณฝรั่งผู้เขียนเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังฮ่องกง เขาได้ดูวิดีโอ เห็นวัยรุ่นและคนสูงวัยกำลังฝึกไทชิในสวนสาธารณะ ทำให้เห็นถึงการเข้าสังคมของผู้ที่ฝึกได้อีกทางหนึ่งด้วย

คุณฝรั่งผู้เขียนจึงศึกษาเรื่องนี้ และพบถึงพื้นฐานในการฝึกไทชิ เขาจึงซื้อเพลงจีนมาฝึก เขาได้เรียนรู้ความสำคัญของการวอร์มก่อนที่จะเริ่มต้นฝึกไทชิ มันคล้ายกับการออกกำลังกายที่แต่ก่อนเขาเคยฝึกมา ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเทนนิส วิ่ง และอื่น ๆ

ประโยชน์นั้นเห็นได้ชัด น้ำหนักของคุณฝรั่งผู้เขียนเริ่มลดลงและภายในร่างกายนั้นก็รู้สึกดีขึ้น นอกจากนี้เขายังรู้สึกสนุกกับการฝึกนี้อีกด้วย ต้องใช้สมาธิต้องใช้เพื่อการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนท่วงท่าให้ถูกต้อง บ่อยครั้งทำให้เขาลืมนึกถึงกีฬาประเภทหนัก ๆ ที่ผ่านมา ไทชินั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามบุคคลและสิ่งรอบข้าง ถ้าคุณมีปัญหาทางร่างกาย เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อน ปวดขา อื่น ๆ การเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนท่วงท่านั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้

Friday, February 19, 2010

คาเฟอีนกับการออกกำลังกาย

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว คุณฝรั่งนักเขียนเค้าแปลกใจที่ไมล์สเพื่อนของเขาบอกว่า ฟิตเนสที่เพื่อนแกเล่นอยู่นั้นแจกกาแฟฟรีเพราะมันช่วยให้คนออกกำลังกายได้ดีขึ้น ตอนแรกคุณฝรั่งคิดว่าเพื่อนพูดเล่น แต่พอได้เข้าไปที่ฟิตเนสแห่งนี้ก็ปรากฎว่ามันเป็นจริง ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง ที่ออกกำลังกายบนลู่วิ่ง ยกเวท ปั่นจักรยาน ก็จะดื่มกาแฟไปด้วย ต่างคิดว่ามันช่วยให้ออกกำลังกายได้ดีขึ้น ด้วยความที่คุณฝรั่งแกดื่มกาแฟ แกก็เลยลองดู ทำให้ความคิดของแกเปลี่ยนไป

คุณฝรั่งผู้เขียนพบว่ามีงานวิจัยซึ่งพบว่าการบริโภคคาเฟอีน 100 มก. หรือมากกว่านั้นก่อนการออกกำลังกาย แต่ต้องเป็นแบบอ่อน ๆ ทำให้คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำฝึกได้ดีขึ้น แต่จะไม่เป็นผลกับคนออกกำลังกายเป็นครั้งคราว นักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่าคาเฟอีนอาจจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัว และไม่เกิดอาการอ่อนล้า แน่ล่ะว่าคาเฟอีนมีผลข้างเคียงอื่นด้วย และใช่ว่าทุกคนจะชอบคาเฟอีน

ด้วยความที่คุณฝรั่งผู้เขียนคนนี้ชอบกาแฟ แกดื่มกาแฟแก่ ๆ สัปดาห์ละ 2-3 แก้วหรือบางครั้งมากกว่านั้น จากนั้นแกก็จะตรงไปฟิตเนส แม้ว่านักวิจัยแนะว่าให้บริโภคคาเฟอีนก่อนออกกำลังกาย 1 ชม. แต่แกไม่เชื่อ กลับดื่มกาแฟก่อนฝึก 10-15 นาทีและค่อย ๆ จิบไประหว่างการฝึก ผลข้างเคียงเดียวที่คุณฝรั่งพบก็คืออาการปั่นป่วนในท้องบ้าง แต่นาน ๆ ครั้ง และต้องไปห้องน้ำบ่อยก็แค่นั้น

แปลและเรียบเรียงจาก EZINEARTICLE.COM

Wednesday, December 30, 2009

การออกกำลังกายกับคนขี้เกียจ

คุณต้องการลดน้ำหนัก แต่...ไม่อยากเลิกดูทีวี ต่อไปนี้เป็นไอเดียการออกกำลังกายที่คุณฝรั่งผู้เขียนอยากจะเสนอให้กับคุณ ๆ

วิธีใหม่ ๆ สำหรับคนขี้เกียจที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีเวลาที่จะฟิตร่างกาย ชาวอเมริกันเค้าสร้างสรรค์วิธีออกกำลังกายทั้งขณะทำงานไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือออฟฟิซก็ตาม

ด้วยการใช้บันไดแทนลิฟต์ในที่ทำงาน หรือจอดรถไกลจากที่ทำงาน อย่างน้อยคุณก็ได้ออกกำลังสัปดาห์ละ 7 วันทีเดียวเชียว

ความปรารถนาที่จะกำจัดน้ำหนักส่วนเกิน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนขี้เกียจลุกขึ้นมาออกกำลังกาย แต่ไม่ใช่ในวิธีทั่วไป เช่น การไปฟิตเนส แต่เป็นการพยายามรวมเอาการบริหารร่างกายที่สามารถทำในชีวิตประจำวันได้

ด้วยการเปลี่ยนกิจกรรมในบ้านให้แตกต่างไป เช่น ขณะดูทีวี เราก็สามารถเดินไปเดินมา หรือวางเก้าอี้ไว้หน้าทีวี ลุกขี้นยืน นั่ง เหมือนกับที่เราฝึก squats ก็ได้

ตั้งโปรแกรมลู่วิ่งเป็นแบบแมนนวล เดินบนลู่วิ่ง ขณะดูรายการโปรดสัก 30 นาที สามารถเบิร์นแคลอรี่ได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้สำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์

คงไม่มีข้อแก้ตัวต่อไปอีกว่าคุณไม่มีเวลาออกกำลังกาย ลองเอาไอเดียนี้ไปทำกันดู


แปลและเรียบเรียงจาก EzineArticle.com

สิ่งที่คุณไม่ค่อยได้ยินมากนักเกี่ยวกับการออกกำลังกาย

หยิบหนังสือเกี่ยวกับการบริหารร่างกาย หรือไม่ก็วิดีโอฟิตเนสขึ้นมา คุณจะพบคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการออกกำลัง บางทีก็แถมเรื่องโภชนาการเข้าไปด้วย แต่มีประเด็นหนึ่งซึ่งบ่อยครั้งมักถูกละเลยไป
สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากต่อสุขภาพและการบริหารร่างกายก็คือ...
พร้อมรึยัง???
นั่นก็คือ....การพักผ่อน

เมื่อคณออกกำลังกาย หรือแม้แต่ประกอบกิจกรรมประจำวันอื่น ๆ กล้ามเนื้อจะถูกทำลายและสารพิษก็ถูกสร้างขึ้นมาภายในร่างกาย เห็นได้ชัดจากการออกกำลังกาย เนื้อเยื่อและเส้นใยของร่างกายนั้นถูกทำลายลงไป

ร่างกายไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อ หรือลดน้ำหนัก ได้โดยปราศจากโภชนาการอันเหมาะสม มันต้องการการพักผ่อนเพื่อขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และเสริมสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่หลังจากถูกทำลายลงไป

ความเข้าใจผิดประการหนึ่งที่ทำให้หลายคนเลิกออกกำลังกายในระยะเวลาอันสั้น ก็คือพวกเขาเหล่านั้นไม่ยอมให้ร่างกายได้พักผ่อนและเสริมสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่

บางครั้ง ก็มีสาส์นส่งตรงมาจากร่างกาย ในรูปแบบของอาการเจ็บปวด

ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราคุ้นเคยกับอาการปวดกล้ามเนื้อจากการใช้งานมากเกินไป เนื่องจากเราไม่ได้ใช้หรือแทบไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นนัก เหล่านักกีฬาทั้งหลายก็ประสบพบเจออาการเช่นนี้เช่นกัน

เนื่องจากความเข้าใจผิด เรายังคงใช้งานมันมากเกินไปเพื่อให้มันฟื้นตัวกับสิ่งที่เราฝึก ถ้าเราออกกำลังอีกก่อนที่มันจะฟื้นตัว มันก็เหมือนกับหนี้สินมันที่มันพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเรายังไม่รับรู้ถึงสาส์นที่ร่างกายแจ้งมา ร่างกายจะเริ่มกลัวสิ่งที่เรากำลังทำ ทำให้อาการเจ็บปวดมากขึ้น และเราจก็ะเริ่มหาข้อแก้ตัวที่จะไม่ออกกำลังกายอีกต่อไป

สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้นคุ้นเคยกับสาส์นที่ร่างกายส่งออกมา ขนาดนักกีฬาหก็ยังต้องพักร่างกายบ้างเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง เป็นสิ่งที่ต้องทำ และเพื่อให้การฝึกไม่น่าเบื่อด้วย

ขอให้แน่ใจว่าเราพักผ่อนเพียงพอ และสุดท้าย...อย่าพักผ่อนมากจนเกินไป

แปลและเรียบเรียงจาก EzineArticle.com

Tuesday, December 29, 2009

ออกกำลังกายช่วยลดความเครียด - เรื่องจริงหรืออิงนิยาย

สืบเนื่องจาก หมู่นี้งานเยอะ เครียด ทำให้ไม่มีเวลาออกกำลังกาย (ข้ออ้างชัด ๆ) ก็เลยพาลให้นอนไม่หลับ ท้องผูก
พอให้อ่านบทความนี้ มันเป็นการกระตุ้นเตือนย้ำว่า เราต้องออกกำลังกายได้แล้ว เพราะมันช่วยเรื่องการนอน ท้องผูก แล้วก็ไม่เครียดเรื่องงานที่เราพาลกลับมาคิดต่อที่บ้าน
ก็เลยแปลให้ผู้อ่านได้อ่านกัน คิดว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
และเช่นเคย แปลจาก EzineArticle.com เจ้าเก่าดั้งเดิมค่ะ
ปีใหม่มีนี้ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกคนสุขภาพดี แข็งแรง ทั่วถ้วนทุกตัวคน สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ

คุณอาจเคยไปหาหมอ แล้วหมอก็บอกว่าคุณกำล้งเครียด คุณควรทำอย่างไร แก้ไขด้วยวิธีไหน กันดี


คุณอาจจะเคยได้ยินข่าวลือมาบ้างว่า การออกกำลังกายสามารถช่วยลดความเครียดได้ แล้วคุณจะรู้แล้วอย่างไรล่ะว่ามันจริงหรือไม่จริง

ความเครียดเป็นปัญหาหลักในสังคมเรา ซ้ำยังเป็นโรคหนึ่งซึ่งร้ายแรงสามารถนำไปสู่อาการบาดเจ็บต่าง ๆ รวมทั้งการเสียชีวิตด้วย

เมื่อเราถูกความเครียดรุมเร้านั้น แต่เราก็กลับไม่รู้ถึงวิธีการอันเหมาะสมในการกำจัดมันออกไป

แล้วถ้าเราเริ่มออกกำลังกายล่ะ มันจะช่วยขจัดเจ้าความเครียดออกไปจากร่างกายได้จริงหรือไม่ คำตอบก็คือ “จริง” จริงอย่างแท้และแน่นอนเสียด้วยซิ

คุณอาจเคยได้ยินมาว่าความเครียดส่วนใหญ่นั้นเกิดจากความกังวล ซึ่งก็จริง แต่ยังเกิดได้จากสาเหตุอื่น ๆ อีกหลายสาเหตุ

การจัดการกับความกังวล เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการกำจัดความเครียดและควบคุมมันให้อยู่ในกำมือของเราได้ และนั่นคือคำตอบว่าทำไมการออกกำลังกายจึงช่วยได้

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่จะทำให้มีสุขภาพดีเท่านั้น แต่มันยังเป็นส่วนสำคัญข้อหนึ่งในการลดความเครียด ซ้ำยังมันนำไปสู่ขั้นตอนอื่น ๆ ได้ต่อไปอีกด้วย

ขณะที่ออกกำลังกาย คุณต้องโฟกัสไปยังสิ่งที่คุณกำลังทำ ด้วยการกระทำเช่นนี้ จิตใจของคุณจึงไม่มีเวลาไปกังวลเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่มันกำลังรบกวนใจคุณอยู่ สมองผลักดันเจ้าความกังวลออกไปและโฟกัสไปที่สิ่งใกล้ตัวแทน ดังนั้น มันจึงขับความเครียดไปจากความคิดของคุณ

และถ้าคุณกำลังเครียดกับสุขภาพของคุณอยู่ล่ะก็ อย่ามัวผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เลย รีบ ๆ ออกกำลังกายกันซะ จะบอกให้

Saturday, November 21, 2009

Easy Exercises For Computer Users

สืบเนื่องจาก NaaToy มักได้ยินเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ในที่ทำงานหลายคน (รวมถึงตัวเองด้วย ใช่ว่าจะเก่งหรือแข็งแรงอะไรนัก) บ่นปวดไหล่บ้าง ปวดหลังบ้าง ปวดมือหรือข้อมือบ้าง

ประจวบเหมาะว่าได้อ่านบทความนี้จาก EzineAricle.Com แล้วมันช่างตรงกับชีวิตจริงเสียนี่กระไร ก็เลยแปลและเรียบเรียงมาให้ผู้อ่านไม่กี่คนได้อ่านกัน
ก็หวังว่าผู้อ่านเพียงไม่กี่คนจะได้รับประโยชน์ รวมทั้งสาระดี ๆ บ้าง เชิญอ่านได้เลยค่ะ

คุณต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หรือไม่? คุณต้องทนทุกข์ทรมานจากการปวดหลังและไหล่เป็นประจำหรือเปล่า? เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของคุณกำลังเกิดปัญหาด้านสุขภาพแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคุณควรพึงจำไว้ขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็คือ การหยุดพักเป็นระยะ ๆ และยืดเนื้อยืดตัวบ้าง ร่างกายของคุณจะได้สมบูรณ์แข็งแรงพอที่จะทำงาน เล่นเกมส์หรือเนต ต่อไปได้


โรคพังผืดรัดเส้นประสาทฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome)
เป็นกันมากกับเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินนาน และสิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ ก็เป็นการบริหารร่างกายที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้น รวมทั้งโรคที่กล่าวข้างต้นด้วย


ขณะนั่งทำงาน เล่นเกมส์หรือเนตอะไรก็แล้วแต่ คุณควรเหยียดข้อมือและนิ้วเป็นคราว ๆ ไป กำหมัดหลวม ๆ หมุนข้อมือตามเข็มนาฬิกา ทวนเข็มนาฬิกาเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อมือ

ทุกครึ่งชม. คุณควรบริหารศีรษะ คอ และไหล่ ด้วยการหมุนคอบ้าง หันศีรษะไปทางซ้ายขวาบ้าง หมุนไหล่บ้าง

นอกจากนี้การวางตำแหน่งร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน คุณควรนั่งตัวตรง ไม่งอหรือโก่งตัว และเมื่อคุณรู้สึกตัวว่าคุณทำเช่นนั้นอยู่ ก็ควรแก้ไขการวางตำแหน่งร่างกายเสียใหม่ ปรับวางข้อศอกบริเวณที่พักแขนเก้าอี้เบา ๆ และมองตรงไปยังจอภาพ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อคุณปฏิบัติตามข้อแนะนำเหล่านี้แล้ว มันจะช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพในการทำงาน เล่นเกมส์ หรือเนต หน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานานเกินนานได้ ไม่มากก็น้อย

โรคพังผืดรัดเส้นประสาทฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome)
เป็นโรคที่พบได้บ่อย มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงวัยกลางคน
โดยจะมีอาการเริ่มต้น คืออาการชาปลายนิ้วเวลาใช้งานฝ่ามือติดต่อกันเป็นเป็นระยะเวลานานๆ เช่น ขับรถ จับเตาหลิวปรุงอาหาร หรือแม้แต่การใช้มือจับโทรศัพท์ นิ้วที่พบว่ามีอาการอยู่บ่อยๆ คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง

หลังจากที่มีอาการเพียงครั้งคราว ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการรักษาอย่างถูกต้อง อาการชาที่เกิดจะเป็นหนักมากขึ้น นานขึ้น และมีอาการปวดตามมา อาการปวดจะร้าวขึ้นมาจากข้อมือ และ ลามไปต้นแขนข้างนั้นได้


ถ้ายังคงเพิกเฉย ฝืนทนอาการปวด และชา กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือก็จะเริ่มเหี่ยว ลีบเล็กลง จนเห็นได้ชัด และแรงของข้อมือ และนิ้วมือจะลดลง ไม่มีกำลังที่จะจับสิ่งของเล็กๆให้อยู่ที่มือได้

เนื่องจากที่ฝ่ามือคนเรา จะมีเส้นประสาทที่สำคัญเส้นหนึ่งที่เราเรียกว่า เส้นประสาทมีเดี้ยน (Median Nerve) เส้นประสาทเส้นนี้ นอกจากจะมีหน้าที่รับความรู้สึกบริเวณนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนางแล้ว ยังมีหน้าที่กระตุ้นทำให้ กล้ามเนื้อฝ่ามือมีกำลัง และเคลื่อนไหวตามปกติ เมื่อมีพังผืดที่หนาตัวไปรัดเส้นประสาท อาหารหล่อเลี้ยงที่มากับ เส้นเลือดแดง ก็จะขาดหายไป เพราะเลือดไม่สามารถวิ่งผ่านในจุดที่ถูกกดทับได้ เซลประสาทก็จะค่อยๆเสื่อมถอยลง และมีอาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ตามมา


ขอขอบคุณข้อมูลเรื่องโรคพังผืดรัดเส้นประสาทฝ่ามือ จาก http://www.bangkokhealth.com

Sunday, November 15, 2009

สิ่งที่สาว ๆ พึงรู้กับการฝึก Weight Training

สืบเนื่องจาก อาการตัวใกล้จะแตกอยู่รอมร่อของ NaaToy ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากไปเที่ยวเมืองจีน ก็เลยต้องออกกำลังกายซะหน่อย ด้วยการวิ่ง สองสามอาทิตย์ผ่านไปแล้ว น้ำหนักเท่าเดิม เนื้อตัวจวนเจียนแตกเข้าไปทุกขณะ ก็เลยคิดจะจัดการเปลี่ยนแผนการออกกำลังกายไปเป็นการยกเวท สลับวันกับการวิ่ง ดูซิว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า ได้ผลอย่างไรจะเล่าแจ้งแถลงไขให้ทราบเป็นคราว ๆ ไป งานนี้ก็เลยเอาเรื่องราวเกี่ยวกับการยกเวทมาแปลและเรียบเรียงให้เรา ๆ ท่าน ๆ ให้อ่านกัน บทความดี ๆ นี้มาจาก Ezinearticles เจ้าเก่านั่นเอง มาอ่านกัน มา

สาว ๆ ส่วนใหญ่คิดว่าวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มก็คือการออกกำลังกายประเภทแอโรบิคเพียงอย่างเดียว เช่น การวิ่ง ปั่นจักรยาน รวมทั้งการการคุมอาหาร แต่การฝึก weight training สามารถช่วยให้สาว ๆ เบิร์นไขมัน เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และกระชับรูปร่าง โดยที่กล้ามเนื้อไม่ได้ใหญ่โตขึ้นเลย ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่อยากออกกำลังแล้วได้ผลดีล่ะก็ จงอ่านเรื่องราวที่คุณพึงรู้ต่อไปนี้

แม้ว่าการออกกำลังกายประเภทแอโรบิคจะเบิร์นแคลอรี่ต่อนาทีแล้วมากกว่าการฝึก weight training ก็ตาม แต่การฝึก weight trainin ช่วยให้มวลกล้ามเนื้อกระชับ มันจะค่อย ๆ เบิร์นแคลอรี่ให้กับร่างกาย แม้ว่าคุณไม่ได้ออกกำลังกายก็ตาม นั่นก็คือ กล้ามเนื้อที่คุณบริหารระหว่างการออกกำลังกายนั้นจะเบิร์นแคลอรี่ต่อไปอีก 36 ชม. ซึ่งมากกว่าการออกกำลังกายประเภทแอโรบิค จึงทำให้การฝึกประเภท weight training ส่งผลกับการเผาผลาญให้ได้ผลดีขึ้น ช่วยให้เบิร์นแคลอรี่ได้มากกว่าที่คุณออกกำลังกายประเภทแอโรบิคเพียงอย่างเดียว

การยกเวทเป็นการเสริมสร้างความหนาแน่น และความแข็งแรงให้กับกระดูก ระหว่างการยกเวทนั้น กล้ามเนื้อบริเวณกระดูกนั้นจะทำการดึงกระดูกบริเวณที่เราออกกำลัง การตึงบริเวณกระดูกกระตุ้นให้ร่างกายเสริมสร้างมวลกระดูก ถ้าคุณยังสาวน้อยถึงปานกลาง การเสริมสร้างความหนาแน่น และความแข็งแรงของกระดูก จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนในภายหลัง แต่ถ้าคุณเป็นสาวอายุมากขึ้นมาหน่อย หรืออาจจะเป็นสาวที่มีความหนาแน่นของกระดูกน้อย การยกเวทช่วยให้การสูญเสียมวลกระดูกช้าลงได้

สิ่งหนึ่งที่ทำให้สาวน้อย สาวมาก ถอยห่างจากการยกเวท ก็คือความกลัวการเพิ่มกล้ามเนื้อที่ทำให้ดูไม่เหมือนผู้หญิงนัก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความล่ำสัน บึกบึนนั่นเอง ความบึกบันนั้นไม่ใช่แค่เกิดจาการยกเวทเท่านั้น แต่ยังต้องเกี่ยวกับการบริโภคโปรตีนอย่างมากมาย ที่ทำให้กล้ามเนื้อโตขึ้น ฮอร์โมนของผู้หญิงพัฒนามวลกล้ามเนื้อได้น้อยกว่าผู้ชายหลายเท่านัก โปรแกรมการฝึก weight training โดยพื้นฐานแล้วเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายกระชับ แต่ไม่ได้เพิ่มความล่ำให้กับสาว ๆ

เอาล่ะ คุณก็รู้แล้วนะว่า การฝึกประเภท weight training ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ สร้างความแข็งแรงให้กระดูก เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายกระชับ ได้อย่างไรบ้าง หวังว่าคุณจะทดลองยกเวทบ้าง ร่างกายคุณมันจะได้สำนึกในบุญคุณของคุณไม่มากก็น้อย

Sunday, July 5, 2009

Sitting Disease กับ การเดินเพื่อสุขภาพ

แต่ละวันพวกเราส่วนใหญ่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือไม่ก็นั่งทำงานทั้งวัน “Sitting Disease” โรคที่ไม่ธรรมดานี้ปัจจุบันฆ่าพวกเรามากขึ้นกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก ในการวิจัยไม่นานมานี้กับประชากร 37,000 คน พบว่าการใช้ชีวิตด้วยการนั่งเกือบทั้งวัน นับตั้งแต่ลงจากเตียง ขับรถ นั่งเก้าอี้ โซฟา ทำให้เกิดโรคร้ายที่ผลต่อสุขภาพอย่างยิ่ง น่าจะรวมทั้งเด็ก ๆ ที่นั่งเรียนเกือบทั้งวัน กลับบ้านมาทำการบ้าน นั่งดูทีวี และนั่งเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์

มันผิดที่เรานั่งมากจนเกินไป ทำไมล่ะ การนั่งทำให้เกิดการเสริมสร้างไขมันอันตรายที่เรียกว่า visceral fat เป็นไขมันซึ่งอยู่ลึกภายในท้อง รอบ ๆ อวัยวะภายในและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง และโรคอื่น ๆ

การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดที่ทุกคนทำได้
- เดิน 30 นาทีทุกวันลดช่วยความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้ 30-40%
- สาว ๆ ที่เดิน 1-2 ไมล์ (ประมาณ 3 กม.) สัปดาห์ละ 3 ครั้งช่วยลดเซลไขมันที่ท้องได้ 18% ภายในสี่เดือน
- ลดความเครียด จากงานวิจัยพบว่าการเดินช่วยให้เราหลับได้เร็วขึ้น 15 นาที และหลับได้นานขึ้น
- การเดินเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายที่ดีที่สุดที่ทำให้คุณสามารถควบคุมเบาหวานประเภท 2 ได้
- ไม่ต้องเดินเร็วก็ให้ผลเช่นเดียวกันคนที่เดินช้ากว่าในระยะทางที่ไกลกว่า


กำจัดเจ้าโรค "Sitting Disease" ด้วยการเดินทุกวัน คุณจะได้ประโยชน์ทางสุขภาพมากมายถ้าคุณได้เดินนอกสถานที่ท่ามกลางสายลมแสงแดด แต่ถ้าคุณไม่พร้อมล่ะก็ อย่างน้อยคุณต้องลุกออกจากโซฟาหรือเก้าอี้ ห่าง ๆ จากจอคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือออฟฟิซก็ตามด้วยการเดินสัก 15-30 นาที ลุกขึ้นขยับตัวกันเถอะ

แปลและเรียบเรียงจากezinearticle

ว่าด้วยเรื่องของการลดไขมันเฉพาะจุด

ว่ากันว่า : บริหารกล้ามเนื้อส่วนไหน ส่วนนั้นก็จะลด (ลดไขมันเฉพาะจุด - spot reduction)

ความเป็นจริง : พันธุกรรมเป็นตัวกำหนดบริเวณที่ลดไขมัน

กล้ามเนื้อไม่สามารถควบคุมไขมันที่อยู่เหนือตัวมันเองกับผิวหนังได้ คุณคงเคยพยายามลดไขมันเฉพาะจุด ฝึกท่า squat เพื่อลดต้นขา บริหารหน้าท้องด้วยอุปกรณ์ เข้าคลาสเพื่อบริหารสะโพก

คำถามที่พบกันบ่อย ๆ เช่น
1) วิธีใดที่ดีที่สุดในการกระชับต้นขา หน้าท้อง และหลัง?
คำว่ากระชับนั้นทำให้เราสับสน แล้วตกลงมันแปลว่าอะไรกันล่ะ เราคงคิดกันว่ามันหมายถึงการทำให้กล้ามเนื้อชัดขึ้น แต่จริง ๆ แล้วที่พวกเราต้องการก็คือไขมันที่ลดน้อยลง และที่ถูกมองข้ามกันบ่อยก็คือความจริงที่ว่ากล้ามเนื้อจะเห็นชัดขึ้นด้วยการลดชั้นไขมันที่มันปกปิดกล้ามเนื้อไว้ ไม่มีการบริหารเฉพาะท่าใด ๆ ที่จะเสริมสร้างความชัดของกล้ามเนื้อด้วยการย้ายไขมันออกจากบริเวณนั้น งั้นคำตอบคืออะไรกันล่ะ ก็คือการลดไขมันในร่างกายนั่นเอง หรืออีกนัยหนึ่ง แค่บริโภคแคลอรี่น้อยกว่าที่เบิร์น จนกระทั่งถึงระดับไขมันที่คุณพอใจ weight training นั้นเสริมสร้างกล้ามเนื้อขณะที่คุณลดน้ำหนัก เมื่อถึงจุดมุ่งหมาย คุณจะมีกล้ามเนื้อกระชับมากขึ้น และกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้นนั้นทำให้รูปร่างดูเป็นสัดเป็นส่วนขึ้น


2) ฉันจะกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะต้นขาออกได้อย่างไร?
ไม่สามารถ ลองคิดดูซิ ต้นขาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่เคลื่อนไหวแทบจะตลอดเวลา แต่สุดท้ายมันก็ยังมีไขมัน การที่คุณบริโภคน้อยกว่าการเบิร์น (calorie deficit) ไขมันในร่างกายจะจากไปไม่ว่าจะเป็นบริเวณใดของร่างกาย กลไกทางพันธุกรรมดึงมันจากไป โดยทั่วไปแล้วที่ท้ายสุดคือที่แรกสุดที่ออกไป แต่มันก็เปลี่ยนไปตามอายุของคุณอีกนั่นแหละ และอีกครั้งถ้าคุณบริโภคแคลอรี่น้อยลงกว่าที่คุณเบิร์น ไอ้สิ่งที่ติดอยู่กันต้นขาของคุณก็จะจากไป แต่มันอาจจะเป็นลำดับสุดท้ายที่จากไปก็ได้


แปลและเรียบเรียงเรื่องราวดี ๆ จาก ezinearticle

Tuesday, June 23, 2009

การออกกำลังกายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สืบเนื่องจากหัวข้อบทความ อ่านแล้วน่าสนใจว่า ทำไมออกกำลังกายแล้วยังเป็นโทษอีก ก็เลยอ่าน มันน่าสนใจดี ก็เลยแปลออกมาให้ผู้อ่าน 5-6 คนได้อ่านกัน บอกไว้ก่อนว่า NaaToy ไม่มีความรู้เรื่องราวเหล่านี้มากนัก แต่ก็พยายามค้นหาข้อมูลมาเพื่อให้ตัวเองเข้าใจ และคิดว่าผู้อ่านอีก 5-6 คน ก็น่าจะพอเข้าใจได้ ขอให้ลองอ่านกันดู

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพส่วนใหญ่บอกไว้ว่าการออกกำลังกายนั้นสำคัญกับสุขภาพ แล้ว…มันจะส่งผลร้ายอย่างไรกันล่ะ จงอ่านต่อไปคุณจะพบว่าทำไม

การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญอาหาร และประโยชน์หลัก ๆ ก็คือการไหลเวียนของโลหิต และระบบการหายใจ คุณสามารถสังเกตข้อดีเหล่านี้ได้ง่าย ๆ เมื่อเปรียบเทียบคนที่แอคทีฟอยู่เสมอกับคนที่นั่ง ๆ นอน ๆ ทั้งวัน

แต่…การออกกำลังกายก็ก่ออันตรายได้เหมือนกัน เนื่องจากการออกกำลังกายนั้น ทำให้ร่างกายใช้ออกซิเจนมากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ขณะที่เซลทำปฏิกิริยากับออกซิเจนมากเกินไป จึงเกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเสมือนของเสียในร่างกาย

แม้ว่าอนุมูลอิสระนั้นยากที่จะวัดได้โดยตรง แต่ก็เป็นที่รู้ทั่วไปว่า เป็นสิ่งนำมาซึ่งเชื้อโรคและความชรา รวมทั้งมะเร็งซึ่งกระทบต่อดีเอ็นเอ เยื่อหุ้มเซล และส่วนสำคัญอื่น ๆ ในร่างกาย

ข่าวดีก็คือจากการศึกษาพบว่าร่างกายคนเราปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเมื่อเราออกกำลังกาย ทำให้กลไกในการกำจัดอนุมูลอิสระดีขึ้น คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและกินอาหารถูกหลักโภชนาการเพื่อต่อต้านอนุมูลอิสระนั้น อาจจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากกว่าอันตรายที่เกิดจากการเพิ่มอนุมูลอิสระ

ข่าวร้ายก็คือการศึกษาที่กล่าวข้างต้นนี้พบว่าการออกกำลังกายเป็นครั้งคราว เช่น การออกกำลังกายเต็มที่ในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลอันตรายด้วยการเพิ่มอนุมูลอิสระและทำลายเนื้อเยื่อ โดยไม่ได้ทำให้กลไกของร่างกายในการลดอนุมูลอิสระดีขึ้น นี่เป็นหนึ่งในบรรดาเหตุผลว่าทำไมมันจึงเป็นความคิดที่ดี ที่เราค่อย ๆ เพิ่มความหนักในโปรแกรมการออกกำลังกาย แต่มันยังหมายถึงว่าคุณควรออกกำลังกายเสมออีกด้วย

*** ข้อมูลเพิ่มเติม *** อนุมูลอิสระเป็นสารไม่คงตัว มีพลังงานสูง เป็นผลให้เกิดการทำงานของเซลล์ผิดปกติ ร่างกายจึงเกิดโรคและพยาธิสภาพต่างๆ เช่น ผนังหลอดเลือดแข็งตัว ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ การทำลายเนื้อเยื่อ รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดความชราและความเสื่อมของเซลล์ นอกจากนี้ สารอนุมูลอิสระยังสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้กลายไปเป็นเซลล์มะเร็ง

⇒ แหล่งที่มาของอนุมูลอิสระสามารถแบ่งได้อย่างง่ายๆ คือ
1. อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเองภายในร่างกาย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการ เผาผลาญของร่างกาย การออกกำลังกายอย่างหักโหม ความเครียด
2. อนุมูลอิสระจากภายนอกร่างกาย เช่น
(1) การติด เชื้อทั้งแบคทีเรียและไวรัส
(2) การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุของกลุ่มโรคภูมิต้านทานตัวเอง (autoimmune diseases) เช่น โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี รังสีอัลตราไวโอเลต จากแสงแดดกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระบริเวณผิวหนัง

Wednesday, June 17, 2009

วิ่งหรือเดิน-อะไรจะดีกว่ากัน???

ว่ากันว่าการวิ่งนั้นดีกว่าการเดิน แต่…ความจริงก็คือการวิ่งไม่ได้ให้ผลอะไรมากมายไปกว่าการเดิน เช่น ถ้าคุณวิ่งหนึ่งไมล์ด้วยเวลา 6 นาที วันต่อมาคุณเปลี่ยนเป็นเดินเร็วระยะทางหนึ่งไมล์ใช้เวลา 13 นาที ปริมาณแคลอรี่ที่ถูกเบิร์นนั้นก็เท่ากัน แตกต่างกันเพียงเวลาในการวิ่งที่เร็วกว่าการเดิน นอกจากนี้การวิ่ง อาจทำให้เข่าของคุณเจ็บจากการกระแทกมากกว่าการเดิน

เพื่อหาว่าสิ่งใดที่ดีสำหรับคุณ ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณ ถ้าคุณสุขภาพดีและไม่มีปัญหากับการวิ่ง การวิ่งมันก็ดีสำหรับคุณ ใช้เวลาน้อย แถมคุณยังมีเวลาอีกเหลือเฟือในการออกกำลังกายอื่น ๆ แต่…ถ้าคุณไม่แข็งแรงและเข่าไม่ดี การเดินเร็วนั้นดีกว่าแน่นอน การวิ่งหรือเดินเร็วสักหนึ่งไมล์อาจเป็นอันตรายสำหรับคนที่หัวใจไม่ดีได้

นักกีฬาอาจรู้สึกว่าการวิ่งนั้นดีกว่า เพราะการเพิ่มของระดับ adrenaline และความที่เหงื่อแตกท่วมตัว รวมทั้งหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น ความคิดเห็นอื่น ๆ ว่า การเดินเร็วนั้นดีกว่าเพราะหัวใจนั้นเต้นเร็วด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า ถ้าการวิ่งหนึ่งไมล์ใช้เวลา 6 นาที และการเดินเร็วใช้เวลา 13 นาที ต่างกัน 7 นาทีในการเต้นเร็วของหัวใจ การที่หัวใจเต้นเร็วนั้นทำให้ปริมาณแคลอรี่ที่ถูกเบิร์นนั้นมากขึ้น นี่เป็นความจริง แต่….มีนักวิทยาศาสตร์อีกมากที่พยายามพิสูจน์ว่าเดินหรือวิ่งนั้น สิ่งใดดีกว่า ความจริงก็คือการที่คุณออกกำลังกายใด ๆ ก็ตามมันก็ดีต่อสุขภาพนั่นแหละ มันไม่มีข้อจำกัดใด ๆ นอกเสียจากแพทย์สั่ง ขอให้คุณจงมีความสุขกับการวิ่งและการเดิน

ส่วนตัว NaaToy แล้ว รู้สึกว่าการวิ่งทำให้เนื้อตัวกระชับขึ้น แต่มันก็ส่งผลกับเข่าเหมือนกัน แต่พอรู้สึกปวดเข่า ก็จะเปลี่ยนเป็นเดิน หรือไม่ก็ปั่นจักรยานแทน อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคลล่ะนะ

แปลและเรียบเรียงเรื่องราวจาก ezinearticle เช่นเคย

Friday, June 12, 2009

สัญญาณเตือน 9 ประการของการ Overtraining

Connie นักกีฬาสาว อายุเกือบสามสิบ เธอกังวลใจว่าเธอออกกำลังกายในยิมมากไปหรือไม่ เธอจึงปรึกษากับฝรั่งผู้เขียน ซึ่งเป็นหมอฝังเข็ม เธอว่าเธอออกกำลังกายทุกวัน ทั้ง cardio และ weight training แต่ทำไมเธอจึงป่วยบ่อย นอนไม่ค่อยหลับ และเหนื่อยจนเป็นนิสัย หลังจากเสวนาปราศรัยแล้ว Connie คิดว่าอาจจะเป็นเพราะเธอออกกำลังกายมากเกินไป เธอจึงตกลงใจว่าจะหยุดออกกำลังกายหนัก ๆ ไปเล่นเบา ๆ แทน เช่น การเดินในสวนสาธารณะแถวบ้าน

ฝรั่งผู้เขียนบอกว่า เขาเชื่อว่าการออกกำลังกายเป็นน้ำพุแห่งความเยาว์วัย และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น เราทุกคนเข้าใจกันว่าออกกำลังกายบ้างนั้นดีต่อสุขภาพ แล้วก็เลยทำให้พาลเข้าใจกันว่า ยิ่งเล่นมาก ๆ มันก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ซินแสชาวจีนกล่าวไว้ว่า การเดินสายกลางเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งสุขภาพและอายุที่ยืนยาว

การออกกำลังกาย บางครั้งมันยากที่จะบอกได้ว่าคุณฝึกมากเกินไปหรือเปล่า ฝรั่งผู้เขียนบอกว่า เขามีเพื่อนที่ออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการวิ่งหรือปั่นจักรยานระยะไกล แต่กลับเป็นหวัดบ่อยครั้ง การที่ภูมิคุ้มกันลดลงนั้นก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่เตือนว่า คุณใช้เวลาในยิม ถนน หรือที่สระน้ำมากเกินไปแล้ว สัญญาณอื่น ๆ ของ overtraining ได้แก่

– เกิดอาการบาดเจ็บบ่อย หรืออาการบาดเจ็บนั้นดูเหมือนรักษาไม่ได้
– ขาดความกระตือรือร้น อีกทั้งเกิดการเบื่อหน่ายในการออกกำลังกาย ขาดแรงจูงใจหรือหมดความสนุกสนานในกิจกรรมของคุณ
– เหนื่อยล้า หมดพลัง
– นอนไม่หลับ นอนไม่พอ
– ปวดกล้ามเนื้อ
– ประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ลดลง
– ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย เกิดอาการหดหู่ในหัวใจ
– เบื่ออาหาร

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดี แต่จงจำไว้ว่าทุกสิ่งมีสมดุลย์ การเคลื่อนไหวของหยางต้องสมดุลย์กับหยิน

แปลและเรียบเรียงจาก ezinearticle

Wednesday, June 3, 2009

ออกกำลังกายขณะป่วย ทำให้ป่วยมากขึ้นหรือหายเร็วขึ้นกันแน่???

เมื่อเราตื่นมาในวันใหม่ด้วยอาการคันคอ มันเตือนให้เรารู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเสียแล้ว คำถามก็คือ เราควรไปยิมหรือไม่ จงฟังร่างกาย ประเมินอาการ เข้าใจระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งหมดทั้งมวลทำให้คุณสามารถคาดการณ์และวางแผนการออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง

ถ้าคุณแค่ปวดหัว การออกกำลังกายเบา ๆ ถึงปานกลางสามารถทำให้ปลอดโปร่งขึ้นได้ endorphins นิด ๆ สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังแย่ ยิ้มออกมาได้ แต่จำไว้ว่า อย่าฝึกหนักเกินไป ถ้าคุณได้ยินระบบภูมิคุ้มกันกำลังร้องไห้ ก็ค่อย ๆ ลดการฝึกลง หรือหยุดซะ

ถ้าอาการหนักมากขึ้น จงหลีกเลี่ยงกิจกรรมแอโรบิคทั้งหมดเสีย และถ้ามีไข้ แน่นหน้าอก หายใจสั้น คลื่นไส้ ขยับร่างกายได้เพียงแค่เดินจากห้องนอนถึงโซฟาเท่านั้น ถ้าคุณเลือกออกกำลังกายในสภาพอันตรายนี้ อุณหภูมิในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้นและอัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้น แนะนำว่า…อยู่เฉย ๆ ดีกว่า

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องจำไว้ก็คือ ยิมนั้นเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีเชื้อโรคมากที่สุด ก็สมควรป่วยแหละนะ คิดถึงเรื่องการออกกำลังกายที่บ้านหรือไม่ก็กิจกรรมนอกบ้าน เช่น การเดินเล่น (เมื่อสภาพอากาศอำนวย) บ้าง

อาการเจ็บป่วยเป็นวิธีที่ร่างกายบอกว่ามันต้องการพักร้อนจากชีวิตประจำวัน ถ้าคุณไม่สบายเกินกว่าจะทำงาน คุณก็ไม่สบายเกินกว่าจะออกกำลังกายเช่นกัน อย่ารู้สึกผิดที่โดดการออกกำลังกาย ถ้าคุณปฏิบัติตามวิถีทางเพื่อการฟื้นตัวแล้ว คุณจะกลับไปยิมและกลับไปยังโปรแกรมการออกกำลังกายของคุณได้เร็วขึ้นเท่านั้น


ขอบคุณเรื่องราวดี ๆ จาก ezinearticle จ้ะ

Thursday, May 7, 2009

พวกเรานั่งนานเกินไปแล้ว!!!

สืบเนื่องจากเรื่องราวที่แล้วเกี่ยวกับผลเสียของการนั่งออกกำลังกาย ทำให้ NaaToy ให้ตระหนักขึ้นมาบ้าง เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องต่อเนื่องกัน แต่เป็นกรณีที่เรา ๆ ท่าน ๆ ในปัจจุบัน นั่งกันมากหรือนานจนเกินไป มันทำให้ก่อผลเสียอีกเช่นกัน เชิญอ่านได้แล้วจ้ะ

โดยเฉลี่ยแล้วเรานั่งทำงานวันละประมาณ 8 ชม. และอีกสี่ชม.กับการนั่งดูทีวี เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ท เทคโนโลยีทำให้เรานั่งนานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน บ้าน รวมทั้งสันทนาการต่าง ๆ

ปัจจุบันการนั่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ นั่นก็คือ
1. เมื่อเรานั่งผิดท่าผิดทาง กระดูกสันหลังจะงอโก่งผิดปกติ ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณหมอนรองกระดูก กล้ามเนื้อ ข้อต่อ ซึ่งเป็นเหตุให้ปวดหลัง และกระดูกสันหลังเสื่อม
2. เมื่อเรานั่งเป็นเวลานานระบบของร่างกายจะไม่ทำงาน ทั้งการไหลเวียนโลหิต การหายใจ ระบบการย่อยอาหาร บ่อยครั้งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกด้วย

งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ พบว่าการนั่งนาน ๆ เป็นผลเสียอย่างมากต่อการเผาผลาญไขมันและคอเลสเตอรอล กลูโคส ความดันโลหิต และการเพิ่มของไขมันหน้าท้อง ปกติแล้วไขมันในกระแสเลือดถูกทำลายด้วยเอนไซม์ไลเปส (มีหน้าที่ย่อยไขมันและวิตามินชนิดละลายในไขมัน) และจากนั้นจะถูกดูดซึมไปยังกล้ามเนื้อเพื่อเก็บไว้เป็นพลังงาน

การไหลเวียนของไลเปสถูกทำลายลงด้วยการนั่งนาน ๆ เมื่อไขมันในกระแสเลือดถูกปล่อยให้ไหลเวียนใหม่ มันจะถูกเก็บไว้เป็นไขมันในร่างกายหรืออาจทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่เป็นที่แปลกใจว่างานวิจัยจำนวนมากพบว่าคนที่นั่งนาน ๆ นั้น มีอัตราการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน โรคอ้วนลงพุง มากกว่าคนปกติ 2-3 เท่าตัว แถมอัตราการเสียชีวิตก็มีมากกว่าด้วย นอกจากนี้มันยังส่งผลเสียต่อสุขภาพพอ ๆ กับการสูบบุหรี่หรือระดับคอเลสเตอรอลสูงด้วย

การออกกำลังอย่างถูกต้องนั้นทำให้ร่างกายแข็งแรง การไหลเวียนโลหิต ความหนาแน่นของกระดูก ดีขึ้น แต่การออกกำลังกายนิด ๆ หน่อย ๆ บ้าง อย่างสม่ำเสมอ ก็จำเป็นในระหว่างวันเช่นกัน มันช่วยลดระยะเวลาของการนั่งนาน ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการออกกำลังกายของคน ๆ นั้นด้วย

ถ้าคุณต้องนั่งทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณควรลุกขึ้นมาหาสถานที่ส่วนตัวนิดนึง บริหารร่างกายด้วยการ squats และ push ups กับกำแพง อาจจะบริหารทุกชั่วโมงก็ได้ แค่การเคลื่อนไหวสองสามนาที กล้ามเนื้อก็ได้ทำงานแล้ว เกิดการทำงานของเลือด สารอาหาร และออกซิเจน ช่วยให้ร่างกายคุณแข็งแรงขึ้นมาบ้าง

แค่เพียงลุกยืนขึ้น กล้ามเนื้อก็ทำงาน และร่างกายก็พร้อมสำหรับกระบวนการทำลายไขมันและคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดแล้ว และอาจช่วยทำลายการเติบโตของโรคเบาหวานได้ด้วย และเมื่อเปรียบเทียบการยืนกับการนั่งแล้ว การยืนเบิร์นแคลอรี่ได้มากกว่าการนั่งด้วยซ้ำ

อย่านั่งจนเป็นนิสัย พยายามยืนและเคลื่อนไหวเข้าไว้ เพื่อการเผาผลาญและสุขภาพของเราไม่ย่ำแย่ลง ร่างกายเรานั้นต้องฟิตและแข็งแรงเสมอ

*** เรื่องราวจาก Ezinearticle เช่นเคยจ้ะ ***

Wednesday, April 29, 2009

ทำไมการ Spinning และการนั่งบริหารร่างกายจึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ปัจจุบันพวกเราส่วนใหญ่นั่งทำงาน นั่งรถ เป็นเวลานาน แถมยังนั่งออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็น weight machines หรือ spinning class และแม้กระทั่งในบ้าน

อุปกรณ์ออกกำลังกายสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้ฝึกนั่งออกกำลังกาย แต่สิ่งที่เราต้องการนั้นมันมากกว่านั่ง ไม่เพียงแค่ลำตัวจะไม่ได้ทำงานแล้ว แต่ยังเกี่ยวเนื่องกับความยากลำบากในการควบคุมร่างกายให้สมดุลย์ ขณะที่เรานั่งนั้น hip flexors (กล้ามเนื้อที่ใช้งอสะโพก) จะหดตัว เกิดขึ้นเนื่องจาก hip flexors ยึดกระดูกสันหลังบริเวณหลังล่าง ประกอบกับการยึดกล้ามเนื้อหน้าท้องผิดที่ผิดทาง ยิ่งทำให้แย่ไปกันใหญ่

นั่นก็คือ เมื่อเรานั่งออกกำลังกาย บริเวณหลังล่างจะถูกกระทบโดยตรง และเมื่อบริหารหน้าท้องไม่ถูกหลักแล้ว อาการบาดเจ็บจะเกิดขึ้น

ต่อไปนี้คือสองตัวอย่างของการบริหารร่างกายที่จะช่วยบรรเทาและสร้างความแข็งแรงให้กับบริเวณที่อ่อนแอนั้น











Hip Extensions และ Bulgarian Split Squat
การออกกำลังกายทั้งสองประเภทนี้จะช่วยยืดบริเวณสะโพก เป็นการเคลื่อนไหวตรงกันข้ามจากการนั่ง เราควรรวมเอาการบริหารร่างกายประเภทนี้เข้าไว้ในโปรแกรมการฝึกด้วย นอกจากนี้มันยังช่วยกระตุ้นกลุ่มกล้ามเนื้อมัดสำคัญที่ยึดระหว่างหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลังล่าง ขา และก้น ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดเดียวกันซึ่งไม่ได้ใช้งานเลยเมื่อเรานั่งเป็นประจำ

กรณีที่คุณ biking and spinning บ่อย ๆ แน่ใจด้วยว่า คุณสร้างสมดุลย์ด้วย hip extension และบริหารร่างกายชนิดตั้งตัวตรง มันจะช่วยหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงขึ้นด้วย

*** อ่านแล้วอาจจะเข้าใจยากไปสักนิด เนื่องจาก NaaToy ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนัก แต่…มันน่าสนใจดี จึงแปลมาให้ผู้อ่าน 4-5 คน ได้อ่านกัน ***

ขอขอบพระคุณ ezinearticles.com เช่นเคย

Tuesday, April 28, 2009

การออกกำลังกายสำหรับสาว ๆ ด้วย 3 สเตปง่าย ๆ

สเตปแรก-การเดิน
เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด แถมยังช่วยเบิร์นไขมันอีกด้วย เป็นการออกกำลังกายที่ไม่สร้างความเครียด เราทุกคนสามารถทำได้ สำหรับคนอ้วนแล้วการเดินควรเป็นสิ่งแรกก่อนการวางแผนออกกำลังกายในอนาคต การเดินนั้นทำได้ทุกที่ อาจจะมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้บ้างเล็กน้อย ควรเริ่มจากการเดินวันละประมาณ 15-20 นาทีในสัปดาห์แรก และค่อย ๆ เพิ่มอีก 5-10 นาทีในแต่ละสัปดาห์ และสัปดาห์ที่สี่ควรเดินวันละประมาณ 45 นาที พัฒนาไปสู่สเตปสองในสัปดาห์ที่ห้าของการออกกำลังกาย

สเตปสอง-การเดินเร็วและการจ้อกกิ้ง
คุณควรเคยชินกับการออกกำลังกายทุกวันแล้วเมื่อย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ห้า สัปดาห์นี้มีกิจกรรมที่ต้องออกแรงเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญ เริ่มจากเดินเพื่ออบอุ่นร่างกายสัก 5 นาที จากนั้นเพิ่มความเร็วอีกสัก 3-6 นาที เพื่อกระตุ้นร่างกายให้พัฒนาต่อไป หลังจากเดินเร็วสัก 3-6 นาทีแล้ว วิ่งเบา ๆ สัก 2 นาที เพื่อสิ้นสุดการฝึกแบบ interval ทำซ้ำอีก 2 รอบ ค่อย ๆ เพิ่มเป็น 4 ครั้ง เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 8 รูปร่างและน้ำหนักควรจะลดลง


สเตปสาม- weight training
เริ่มจากการยกน้ำหนักเบา ๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อนั้นช่วยให้เบิร์นได้เร็วขึ้นกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่น การยกเวทควรเริ่มจากกลุ่มกล้ามเนื้อมัดหลัก ซึ่งเป็นการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อในอัตราเร็วขึ้น ช่วยเบิร์นไขมันได้เร็วขึ้นด้วย กล้ามเนื้อมัดหลักได้แก่ หลังบน ต้นขา อกบน ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้งและน้ำหนักในแต่ละสัปดาห์เพื่อให้การฝึกเข้มข้นขึ้น ที่ดีที่สุดคือสัปดาห์ละ 4 วัน ๆ ละประมาณครึ่งชั่วโมง


ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก ezinearticle.com เช่นเคย

Monday, April 27, 2009

คุณ ๆ จ๋า วิ่งแล้วอ้วนขึ้นหรือเปล่าจ๊ะ???

ลองจินตนาการดู ประมาณว่าเราอยู่ในสมัยโบราณ เข้าป่าล่าสัตว์ เก็บผลไม้ กินเป็นอาหาร เก็บไม้มาทำเชื้อเพลิง ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เกี่ยวกับการวิ่ง โดยธรรมชาติแล้ว บรรพบุรุษของเราจะวิ่งเมื่อเจออันตรายเท่านั้น เมื่อเจอเสือ ก็จะวิ่งหนี แต่…นอกจากนั้นจะวิ่งเพื่ออะไรล่ะ และเมื่อต้องล่าสัตว์ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องวิ่งเร็วจี๋ไปจับกวาง ต้องค่อย ๆ คืบคลานไปจับมัน การวิ่งหนีเสือที่ไล่กวดมานั้น ทำให้ฮอร์โมน cortisol เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันโลกของเรานั้นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เราไม่จำเป็นต้องเข้าป่าล่าสัตว์ เก็บผลไม้กินเป็นอาหารอีกต่อไป เราไม่จำเป็นต้องไม้มาทำเชื้อเพลิง แต่…เรากลับมีเรื่องเครียด ๆ ด้านการเงิน ความสัมพันธ์ และสุขภาพแทน ถึงแม้ว่าเราไม่ต้องวิ่งหนีเสือแล้ว แต่…ฮอร์โมน cortisol ก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้น

cortisol สูงเกินไปเกิดจากความเครียด ในกรณีนี้เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นจากความต้องการลดน้ำหนัก cortisol เป็นฮอร์โมน catabolic (ปฏิกิริยาที่ทำลายกล้ามเนื้อตัวเอง เพื่อนำสารอาหารมาใช้) การฝึกคาร์ดิโอมากเกินไป จะเพิ่มระดับฮอร์โมน cortisol ทำลายกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อถูกทำลาย ระบบการเผาผลาญก็จะช้าลง ฝึกมากขึ้น ๆ น้ำหนักตัวจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

ดูแล้วมันอาจจะดูแล้วเลวร้ายเสียเหลือเกิน แต่…วิธีที่จะแก้ไขนั้นไม่ยาก คุณฝรั่งผู้เขียนเค้าบอกไว้ว่า ถ้าคุณฝึกคาร์ดิโอมากเกินไป คุณอาจจะจำเป็นต้องหยุด หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็น interval system แทน และเพิ่มการยกน้ำหนักเข้าไปด้วย การยกน้ำหนักสัปดาห์ละ 3-5 ครั้งนั้นดีต่อสุขภาพ มันจะให้ประโยชน์เหมือนกับการฝึกคาร์ดิโอ แต่จำไว้ว่า เมื่อคุณยกน้ำหนักคุณต้องใช้ความพยายามด้วย คนที่ไม่ตั้งใจฝึก มันก็ไม่เวิร์ค การจะให้เวิร์ค คุณต้องตั้งใจ เหงื่อต้องออก และต้องเปลี่ยนแปลงน้ำหนักที่ยกอยู่เสมอด้วย

ขอขอบคุณเรื่องราวจาก ezinearticle