Friday, February 19, 2010

คาเฟอีนกับการออกกำลังกาย

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว คุณฝรั่งนักเขียนเค้าแปลกใจที่ไมล์สเพื่อนของเขาบอกว่า ฟิตเนสที่เพื่อนแกเล่นอยู่นั้นแจกกาแฟฟรีเพราะมันช่วยให้คนออกกำลังกายได้ดีขึ้น ตอนแรกคุณฝรั่งคิดว่าเพื่อนพูดเล่น แต่พอได้เข้าไปที่ฟิตเนสแห่งนี้ก็ปรากฎว่ามันเป็นจริง ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง ที่ออกกำลังกายบนลู่วิ่ง ยกเวท ปั่นจักรยาน ก็จะดื่มกาแฟไปด้วย ต่างคิดว่ามันช่วยให้ออกกำลังกายได้ดีขึ้น ด้วยความที่คุณฝรั่งแกดื่มกาแฟ แกก็เลยลองดู ทำให้ความคิดของแกเปลี่ยนไป

คุณฝรั่งผู้เขียนพบว่ามีงานวิจัยซึ่งพบว่าการบริโภคคาเฟอีน 100 มก. หรือมากกว่านั้นก่อนการออกกำลังกาย แต่ต้องเป็นแบบอ่อน ๆ ทำให้คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำฝึกได้ดีขึ้น แต่จะไม่เป็นผลกับคนออกกำลังกายเป็นครั้งคราว นักวิจัยตั้งสมมุติฐานว่าคาเฟอีนอาจจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัว และไม่เกิดอาการอ่อนล้า แน่ล่ะว่าคาเฟอีนมีผลข้างเคียงอื่นด้วย และใช่ว่าทุกคนจะชอบคาเฟอีน

ด้วยความที่คุณฝรั่งผู้เขียนคนนี้ชอบกาแฟ แกดื่มกาแฟแก่ ๆ สัปดาห์ละ 2-3 แก้วหรือบางครั้งมากกว่านั้น จากนั้นแกก็จะตรงไปฟิตเนส แม้ว่านักวิจัยแนะว่าให้บริโภคคาเฟอีนก่อนออกกำลังกาย 1 ชม. แต่แกไม่เชื่อ กลับดื่มกาแฟก่อนฝึก 10-15 นาทีและค่อย ๆ จิบไประหว่างการฝึก ผลข้างเคียงเดียวที่คุณฝรั่งพบก็คืออาการปั่นป่วนในท้องบ้าง แต่นาน ๆ ครั้ง และต้องไปห้องน้ำบ่อยก็แค่นั้น

แปลและเรียบเรียงจาก EZINEARTICLE.COM

Wednesday, December 30, 2009

การออกกำลังกายกับคนขี้เกียจ

คุณต้องการลดน้ำหนัก แต่...ไม่อยากเลิกดูทีวี ต่อไปนี้เป็นไอเดียการออกกำลังกายที่คุณฝรั่งผู้เขียนอยากจะเสนอให้กับคุณ ๆ

วิธีใหม่ ๆ สำหรับคนขี้เกียจที่รู้สึกว่าตนเองไม่มีเวลาที่จะฟิตร่างกาย ชาวอเมริกันเค้าสร้างสรรค์วิธีออกกำลังกายทั้งขณะทำงานไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือออฟฟิซก็ตาม

ด้วยการใช้บันไดแทนลิฟต์ในที่ทำงาน หรือจอดรถไกลจากที่ทำงาน อย่างน้อยคุณก็ได้ออกกำลังสัปดาห์ละ 7 วันทีเดียวเชียว

ความปรารถนาที่จะกำจัดน้ำหนักส่วนเกิน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนขี้เกียจลุกขึ้นมาออกกำลังกาย แต่ไม่ใช่ในวิธีทั่วไป เช่น การไปฟิตเนส แต่เป็นการพยายามรวมเอาการบริหารร่างกายที่สามารถทำในชีวิตประจำวันได้

ด้วยการเปลี่ยนกิจกรรมในบ้านให้แตกต่างไป เช่น ขณะดูทีวี เราก็สามารถเดินไปเดินมา หรือวางเก้าอี้ไว้หน้าทีวี ลุกขี้นยืน นั่ง เหมือนกับที่เราฝึก squats ก็ได้

ตั้งโปรแกรมลู่วิ่งเป็นแบบแมนนวล เดินบนลู่วิ่ง ขณะดูรายการโปรดสัก 30 นาที สามารถเบิร์นแคลอรี่ได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้สำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์

คงไม่มีข้อแก้ตัวต่อไปอีกว่าคุณไม่มีเวลาออกกำลังกาย ลองเอาไอเดียนี้ไปทำกันดู


แปลและเรียบเรียงจาก EzineArticle.com

สิ่งที่คุณไม่ค่อยได้ยินมากนักเกี่ยวกับการออกกำลังกาย

หยิบหนังสือเกี่ยวกับการบริหารร่างกาย หรือไม่ก็วิดีโอฟิตเนสขึ้นมา คุณจะพบคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับการออกกำลัง บางทีก็แถมเรื่องโภชนาการเข้าไปด้วย แต่มีประเด็นหนึ่งซึ่งบ่อยครั้งมักถูกละเลยไป
สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากต่อสุขภาพและการบริหารร่างกายก็คือ...
พร้อมรึยัง???
นั่นก็คือ....การพักผ่อน

เมื่อคณออกกำลังกาย หรือแม้แต่ประกอบกิจกรรมประจำวันอื่น ๆ กล้ามเนื้อจะถูกทำลายและสารพิษก็ถูกสร้างขึ้นมาภายในร่างกาย เห็นได้ชัดจากการออกกำลังกาย เนื้อเยื่อและเส้นใยของร่างกายนั้นถูกทำลายลงไป

ร่างกายไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อ หรือลดน้ำหนัก ได้โดยปราศจากโภชนาการอันเหมาะสม มันต้องการการพักผ่อนเพื่อขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และเสริมสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่หลังจากถูกทำลายลงไป

ความเข้าใจผิดประการหนึ่งที่ทำให้หลายคนเลิกออกกำลังกายในระยะเวลาอันสั้น ก็คือพวกเขาเหล่านั้นไม่ยอมให้ร่างกายได้พักผ่อนและเสริมสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาใหม่

บางครั้ง ก็มีสาส์นส่งตรงมาจากร่างกาย ในรูปแบบของอาการเจ็บปวด

ส่วนใหญ่แล้ว พวกเราคุ้นเคยกับอาการปวดกล้ามเนื้อจากการใช้งานมากเกินไป เนื่องจากเราไม่ได้ใช้หรือแทบไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นนัก เหล่านักกีฬาทั้งหลายก็ประสบพบเจออาการเช่นนี้เช่นกัน

เนื่องจากความเข้าใจผิด เรายังคงใช้งานมันมากเกินไปเพื่อให้มันฟื้นตัวกับสิ่งที่เราฝึก ถ้าเราออกกำลังอีกก่อนที่มันจะฟื้นตัว มันก็เหมือนกับหนี้สินมันที่มันพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเรายังไม่รับรู้ถึงสาส์นที่ร่างกายแจ้งมา ร่างกายจะเริ่มกลัวสิ่งที่เรากำลังทำ ทำให้อาการเจ็บปวดมากขึ้น และเราจก็ะเริ่มหาข้อแก้ตัวที่จะไม่ออกกำลังกายอีกต่อไป

สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำนั้นคุ้นเคยกับสาส์นที่ร่างกายส่งออกมา ขนาดนักกีฬาหก็ยังต้องพักร่างกายบ้างเพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง เป็นสิ่งที่ต้องทำ และเพื่อให้การฝึกไม่น่าเบื่อด้วย

ขอให้แน่ใจว่าเราพักผ่อนเพียงพอ และสุดท้าย...อย่าพักผ่อนมากจนเกินไป

แปลและเรียบเรียงจาก EzineArticle.com

Tuesday, December 29, 2009

ออกกำลังกายช่วยลดความเครียด - เรื่องจริงหรืออิงนิยาย

สืบเนื่องจาก หมู่นี้งานเยอะ เครียด ทำให้ไม่มีเวลาออกกำลังกาย (ข้ออ้างชัด ๆ) ก็เลยพาลให้นอนไม่หลับ ท้องผูก
พอให้อ่านบทความนี้ มันเป็นการกระตุ้นเตือนย้ำว่า เราต้องออกกำลังกายได้แล้ว เพราะมันช่วยเรื่องการนอน ท้องผูก แล้วก็ไม่เครียดเรื่องงานที่เราพาลกลับมาคิดต่อที่บ้าน
ก็เลยแปลให้ผู้อ่านได้อ่านกัน คิดว่าน่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
และเช่นเคย แปลจาก EzineArticle.com เจ้าเก่าดั้งเดิมค่ะ
ปีใหม่มีนี้ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกคนสุขภาพดี แข็งแรง ทั่วถ้วนทุกตัวคน สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ

คุณอาจเคยไปหาหมอ แล้วหมอก็บอกว่าคุณกำล้งเครียด คุณควรทำอย่างไร แก้ไขด้วยวิธีไหน กันดี


คุณอาจจะเคยได้ยินข่าวลือมาบ้างว่า การออกกำลังกายสามารถช่วยลดความเครียดได้ แล้วคุณจะรู้แล้วอย่างไรล่ะว่ามันจริงหรือไม่จริง

ความเครียดเป็นปัญหาหลักในสังคมเรา ซ้ำยังเป็นโรคหนึ่งซึ่งร้ายแรงสามารถนำไปสู่อาการบาดเจ็บต่าง ๆ รวมทั้งการเสียชีวิตด้วย

เมื่อเราถูกความเครียดรุมเร้านั้น แต่เราก็กลับไม่รู้ถึงวิธีการอันเหมาะสมในการกำจัดมันออกไป

แล้วถ้าเราเริ่มออกกำลังกายล่ะ มันจะช่วยขจัดเจ้าความเครียดออกไปจากร่างกายได้จริงหรือไม่ คำตอบก็คือ “จริง” จริงอย่างแท้และแน่นอนเสียด้วยซิ

คุณอาจเคยได้ยินมาว่าความเครียดส่วนใหญ่นั้นเกิดจากความกังวล ซึ่งก็จริง แต่ยังเกิดได้จากสาเหตุอื่น ๆ อีกหลายสาเหตุ

การจัดการกับความกังวล เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการกำจัดความเครียดและควบคุมมันให้อยู่ในกำมือของเราได้ และนั่นคือคำตอบว่าทำไมการออกกำลังกายจึงช่วยได้

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่จะทำให้มีสุขภาพดีเท่านั้น แต่มันยังเป็นส่วนสำคัญข้อหนึ่งในการลดความเครียด ซ้ำยังมันนำไปสู่ขั้นตอนอื่น ๆ ได้ต่อไปอีกด้วย

ขณะที่ออกกำลังกาย คุณต้องโฟกัสไปยังสิ่งที่คุณกำลังทำ ด้วยการกระทำเช่นนี้ จิตใจของคุณจึงไม่มีเวลาไปกังวลเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่มันกำลังรบกวนใจคุณอยู่ สมองผลักดันเจ้าความกังวลออกไปและโฟกัสไปที่สิ่งใกล้ตัวแทน ดังนั้น มันจึงขับความเครียดไปจากความคิดของคุณ

และถ้าคุณกำลังเครียดกับสุขภาพของคุณอยู่ล่ะก็ อย่ามัวผลัดวันประกันพรุ่งอยู่เลย รีบ ๆ ออกกำลังกายกันซะ จะบอกให้

Saturday, November 21, 2009

Easy Exercises For Computer Users

สืบเนื่องจาก NaaToy มักได้ยินเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ในที่ทำงานหลายคน (รวมถึงตัวเองด้วย ใช่ว่าจะเก่งหรือแข็งแรงอะไรนัก) บ่นปวดไหล่บ้าง ปวดหลังบ้าง ปวดมือหรือข้อมือบ้าง

ประจวบเหมาะว่าได้อ่านบทความนี้จาก EzineAricle.Com แล้วมันช่างตรงกับชีวิตจริงเสียนี่กระไร ก็เลยแปลและเรียบเรียงมาให้ผู้อ่านไม่กี่คนได้อ่านกัน
ก็หวังว่าผู้อ่านเพียงไม่กี่คนจะได้รับประโยชน์ รวมทั้งสาระดี ๆ บ้าง เชิญอ่านได้เลยค่ะ

คุณต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หรือไม่? คุณต้องทนทุกข์ทรมานจากการปวดหลังและไหล่เป็นประจำหรือเปล่า? เหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของคุณกำลังเกิดปัญหาด้านสุขภาพแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคุณควรพึงจำไว้ขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็คือ การหยุดพักเป็นระยะ ๆ และยืดเนื้อยืดตัวบ้าง ร่างกายของคุณจะได้สมบูรณ์แข็งแรงพอที่จะทำงาน เล่นเกมส์หรือเนต ต่อไปได้


โรคพังผืดรัดเส้นประสาทฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome)
เป็นกันมากกับเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินนาน และสิ่งที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้ ก็เป็นการบริหารร่างกายที่จะช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดขึ้น รวมทั้งโรคที่กล่าวข้างต้นด้วย


ขณะนั่งทำงาน เล่นเกมส์หรือเนตอะไรก็แล้วแต่ คุณควรเหยียดข้อมือและนิ้วเป็นคราว ๆ ไป กำหมัดหลวม ๆ หมุนข้อมือตามเข็มนาฬิกา ทวนเข็มนาฬิกาเพื่อบรรเทาอาการปวดข้อมือ

ทุกครึ่งชม. คุณควรบริหารศีรษะ คอ และไหล่ ด้วยการหมุนคอบ้าง หันศีรษะไปทางซ้ายขวาบ้าง หมุนไหล่บ้าง

นอกจากนี้การวางตำแหน่งร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน คุณควรนั่งตัวตรง ไม่งอหรือโก่งตัว และเมื่อคุณรู้สึกตัวว่าคุณทำเช่นนั้นอยู่ ก็ควรแก้ไขการวางตำแหน่งร่างกายเสียใหม่ ปรับวางข้อศอกบริเวณที่พักแขนเก้าอี้เบา ๆ และมองตรงไปยังจอภาพ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อคุณปฏิบัติตามข้อแนะนำเหล่านี้แล้ว มันจะช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพในการทำงาน เล่นเกมส์ หรือเนต หน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานานเกินนานได้ ไม่มากก็น้อย

โรคพังผืดรัดเส้นประสาทฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome)
เป็นโรคที่พบได้บ่อย มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงวัยกลางคน
โดยจะมีอาการเริ่มต้น คืออาการชาปลายนิ้วเวลาใช้งานฝ่ามือติดต่อกันเป็นเป็นระยะเวลานานๆ เช่น ขับรถ จับเตาหลิวปรุงอาหาร หรือแม้แต่การใช้มือจับโทรศัพท์ นิ้วที่พบว่ามีอาการอยู่บ่อยๆ คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง

หลังจากที่มีอาการเพียงครั้งคราว ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการรักษาอย่างถูกต้อง อาการชาที่เกิดจะเป็นหนักมากขึ้น นานขึ้น และมีอาการปวดตามมา อาการปวดจะร้าวขึ้นมาจากข้อมือ และ ลามไปต้นแขนข้างนั้นได้


ถ้ายังคงเพิกเฉย ฝืนทนอาการปวด และชา กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือก็จะเริ่มเหี่ยว ลีบเล็กลง จนเห็นได้ชัด และแรงของข้อมือ และนิ้วมือจะลดลง ไม่มีกำลังที่จะจับสิ่งของเล็กๆให้อยู่ที่มือได้

เนื่องจากที่ฝ่ามือคนเรา จะมีเส้นประสาทที่สำคัญเส้นหนึ่งที่เราเรียกว่า เส้นประสาทมีเดี้ยน (Median Nerve) เส้นประสาทเส้นนี้ นอกจากจะมีหน้าที่รับความรู้สึกบริเวณนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนางแล้ว ยังมีหน้าที่กระตุ้นทำให้ กล้ามเนื้อฝ่ามือมีกำลัง และเคลื่อนไหวตามปกติ เมื่อมีพังผืดที่หนาตัวไปรัดเส้นประสาท อาหารหล่อเลี้ยงที่มากับ เส้นเลือดแดง ก็จะขาดหายไป เพราะเลือดไม่สามารถวิ่งผ่านในจุดที่ถูกกดทับได้ เซลประสาทก็จะค่อยๆเสื่อมถอยลง และมีอาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ตามมา


ขอขอบคุณข้อมูลเรื่องโรคพังผืดรัดเส้นประสาทฝ่ามือ จาก http://www.bangkokhealth.com

Sunday, November 15, 2009

สิ่งที่สาว ๆ พึงรู้กับการฝึก Weight Training

สืบเนื่องจาก อาการตัวใกล้จะแตกอยู่รอมร่อของ NaaToy ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากไปเที่ยวเมืองจีน ก็เลยต้องออกกำลังกายซะหน่อย ด้วยการวิ่ง สองสามอาทิตย์ผ่านไปแล้ว น้ำหนักเท่าเดิม เนื้อตัวจวนเจียนแตกเข้าไปทุกขณะ ก็เลยคิดจะจัดการเปลี่ยนแผนการออกกำลังกายไปเป็นการยกเวท สลับวันกับการวิ่ง ดูซิว่ามันจะได้ผลหรือเปล่า ได้ผลอย่างไรจะเล่าแจ้งแถลงไขให้ทราบเป็นคราว ๆ ไป งานนี้ก็เลยเอาเรื่องราวเกี่ยวกับการยกเวทมาแปลและเรียบเรียงให้เรา ๆ ท่าน ๆ ให้อ่านกัน บทความดี ๆ นี้มาจาก Ezinearticles เจ้าเก่านั่นเอง มาอ่านกัน มา

สาว ๆ ส่วนใหญ่คิดว่าวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มก็คือการออกกำลังกายประเภทแอโรบิคเพียงอย่างเดียว เช่น การวิ่ง ปั่นจักรยาน รวมทั้งการการคุมอาหาร แต่การฝึก weight training สามารถช่วยให้สาว ๆ เบิร์นไขมัน เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และกระชับรูปร่าง โดยที่กล้ามเนื้อไม่ได้ใหญ่โตขึ้นเลย ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่อยากออกกำลังแล้วได้ผลดีล่ะก็ จงอ่านเรื่องราวที่คุณพึงรู้ต่อไปนี้

แม้ว่าการออกกำลังกายประเภทแอโรบิคจะเบิร์นแคลอรี่ต่อนาทีแล้วมากกว่าการฝึก weight training ก็ตาม แต่การฝึก weight trainin ช่วยให้มวลกล้ามเนื้อกระชับ มันจะค่อย ๆ เบิร์นแคลอรี่ให้กับร่างกาย แม้ว่าคุณไม่ได้ออกกำลังกายก็ตาม นั่นก็คือ กล้ามเนื้อที่คุณบริหารระหว่างการออกกำลังกายนั้นจะเบิร์นแคลอรี่ต่อไปอีก 36 ชม. ซึ่งมากกว่าการออกกำลังกายประเภทแอโรบิค จึงทำให้การฝึกประเภท weight training ส่งผลกับการเผาผลาญให้ได้ผลดีขึ้น ช่วยให้เบิร์นแคลอรี่ได้มากกว่าที่คุณออกกำลังกายประเภทแอโรบิคเพียงอย่างเดียว

การยกเวทเป็นการเสริมสร้างความหนาแน่น และความแข็งแรงให้กับกระดูก ระหว่างการยกเวทนั้น กล้ามเนื้อบริเวณกระดูกนั้นจะทำการดึงกระดูกบริเวณที่เราออกกำลัง การตึงบริเวณกระดูกกระตุ้นให้ร่างกายเสริมสร้างมวลกระดูก ถ้าคุณยังสาวน้อยถึงปานกลาง การเสริมสร้างความหนาแน่น และความแข็งแรงของกระดูก จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนในภายหลัง แต่ถ้าคุณเป็นสาวอายุมากขึ้นมาหน่อย หรืออาจจะเป็นสาวที่มีความหนาแน่นของกระดูกน้อย การยกเวทช่วยให้การสูญเสียมวลกระดูกช้าลงได้

สิ่งหนึ่งที่ทำให้สาวน้อย สาวมาก ถอยห่างจากการยกเวท ก็คือความกลัวการเพิ่มกล้ามเนื้อที่ทำให้ดูไม่เหมือนผู้หญิงนัก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความล่ำสัน บึกบึนนั่นเอง ความบึกบันนั้นไม่ใช่แค่เกิดจาการยกเวทเท่านั้น แต่ยังต้องเกี่ยวกับการบริโภคโปรตีนอย่างมากมาย ที่ทำให้กล้ามเนื้อโตขึ้น ฮอร์โมนของผู้หญิงพัฒนามวลกล้ามเนื้อได้น้อยกว่าผู้ชายหลายเท่านัก โปรแกรมการฝึก weight training โดยพื้นฐานแล้วเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายกระชับ แต่ไม่ได้เพิ่มความล่ำให้กับสาว ๆ

เอาล่ะ คุณก็รู้แล้วนะว่า การฝึกประเภท weight training ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ สร้างความแข็งแรงให้กระดูก เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายกระชับ ได้อย่างไรบ้าง หวังว่าคุณจะทดลองยกเวทบ้าง ร่างกายคุณมันจะได้สำนึกในบุญคุณของคุณไม่มากก็น้อย

Thursday, November 5, 2009

ว่าด้วยเรื่องท้องผูกกับการออกกำลังกาย

สืบเนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกายมานานถึง 5 เดือน ด้วยความที่ติดเอเอฟอย่างหนักหนาสาหัส แต่...ก็แค่ 3 เดือนเองนี่นา ไปโทษเอเอฟได้อย่างไร ต้องโทษตัวเองซิ ส่วนอีก 2 เดือนที่เหลือน่ะ ฝนมันก็ดั๊นตกทั้นวัน ทุ๊ดวัน แอ่น ความขี้เกียจอีกต่างหาก ก็เลยขาดการออกกำลังกายไปซะ

เดือนสองเดือนที่ผ่านมา ก็เกิดอาการท้องผูก แรก ๆ ก็ไม่รู้เพราะอะไร พยายามกินนู่นกินนี่ ตามที่ใคร ๆ เค้าบอกกัน สุดท้ายพี่ชายแนะว่า แกน่ะ ต้องออกกำลังกายน่ะเฟ้ย มันช่วยได้ ไอ้เราก็จริงเหรอ ไม่เชื่อหรอก

แต่พอกลับจากไปเที่ยวจีน มีคนทักมากมายทักกันว่าอ้วนขึ้นนะ ไอ้เราก็อุ้ยตายว๊ายกรี๊ด...ทำไมทักฉันอย่างนั้นล่ะ แต่ก็สำนึกได้ทีหลัง เพราะว่าตอนไปเที่ยวจีนกินข้าวเยอะมากไปหน่อย มื้อละ 2 ถ้วย ซึ่งถ้าอยู่เมืองไทยไม่เคยกินขนาดนี้ แบบว่า...Enjoy Eating น่ะ

สัปดาห์ต่อมา NaaToy ก็ฟิตออกกำลังกาย เริ่มจากการวิ่ง วิ่งไปได้ประมาณ 2 วัน อาการท้องผูกก็หายไป ระบบขับถ่ายเป็นปกติ มันก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันเนอะ ก็เลยลองเสาะหาข้อมูลในเน็ต ว่าการออกกำลังกายกับท้องผูกมันเกี่ยวข้องอะไร อย่างไรกัน ก็ได้ความมาว่า

อย่ามองข้าม 5 เหตุ ส่งผลท้องผูก
ท้องผูกเป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไป มักเกิดจากการกินอาหารที่มีกากใยน้อย และขาดการออกกำลังกาย ถ้ามีอาการท้องผูกเป็นประจำอาจบ่งชี้ว่า จะมีปัญหารุนแรงเกี่ยวกับสุขภาพในระยะยาวได้ ถ้าลำไส้ใหญ่ทำงานเป็นปกติจะช่วยให้ขับถ่ายดี และลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้

นอกจากอาการท้องผูกจะเกิดจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังสามารถเกิดได้จากปัจจัยอื่นได้อีก เช่น

1. ไม่สนใจอาหารเส้นใย อาหารที่มีเส้นใยมากๆ จะเป็นเหมือนไม้กวาดที่เข้าไปกวาดล้างของเก่าหมักหมมให้สลายตัวออกไปจากลำไส้ของคุณ ร่างกายต้องการเส้นใยวันละ 20-25 กรัม เพื่อช่วยในการขับถ่าย แต่ทุกวันนี้ข้าวขาว ขนมปัง เบเกอรี่ ช็อกโกแลต เป็นอาหารที่มาแรงได้ใจสาวๆ ซะจนอาหารเส้นใยแทบไม่มีโอกาสได้แจ้งเกิด ท้องน้อยๆ เลยผูกเอา ผูกเอา

2. ความเครียด ศัตรูตัวร้าย ความเครียดจะทำให้ระบบทุกส่วนในร่างกายรวนเร ไม่เว้นแม้แต่ระบบขับถ่าย เพราะเมื่อเกิดความเครียด ลำไส้จะหยุดบีบตัวชั่วคราว ทำให้เบื่ออาหาร พร้อมกับถ่ายไม่ออก เมื่อไรที่หยุดเครียด นั่นล่ะถึงจะกลับมากินง่ายถ่ายสะดวกเหมือนเดิม

3. การกลั้นอุจจาระ ก็ร่างกายร่ำร้องว่าจะถ่าย แล้วกลับไม่ยอมให้มันได้ทำงานเอง แล้วจะไปโทษใครได้ ถ้าร่างกายจะเกิดความเคยชิน ไม่บีบตัว และไม่ถ่ายไปซะดื้อๆ นอกจากนี้ อุจจาระเก่าๆ ที่คุณกลั้นไว้ก็จะถูกดูดน้ำออกไปทุกวันๆ ทำให้มันเป็นก้อนแข็งอุดตัน ปิดกั้นการเคลื่อนตัวของของเสียในลำไส้ จึงยิ่งทำให้ท้องผูก ถ่ายลำบากยิ่งกว่าเดิม

4. ไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหารที่ดีที่สุด เพราะการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจะทำให้กล้ามเนื้อลำไส้บีบตัวและเกิดการขับถ่ายของเสียออกมา คนที่นั่งหรือนอนทั้งวัน โอกาสที่ระบบขับถ่ายจะทำงานได้ดีก็ยากหน่อย

5. ทานยาระบายบ่อยครั้ง ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรจะใช้ยาถ่าย เพราะการใช้สารแปลกปลอมเข้าไปช่วยในการระบาย จะไปสร้างความเคยชินให้กับลำไส้ ทำให้หยุดทำงานตามปกติ และจะบีบตัวขับถ่ายอุจจาระก็ต่อเมื่อกินยาเข้าไปกระตุ้นเท่านั้น คนที่ใช้ยาถ่ายติดต่อกันนานๆ จึงจะมีปัญหาท้องผูก ถ่ายเองไม่ได้ ถ้าไม่ทานยา

อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองอย่างสม่ำเสมอนะคะ อย่าปล่อยให้โรคท้องผูกกลายเป็นปัญหากับคุณในระยะยาวค่ะ

ที่มา : หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ --> ขอบคุณอย่างแรงค่ะ

Monday, October 26, 2009

China Trip (ตอน 11)

24 ตค. 52 วันนี้เป็นวันช้อปปิ้ง เรากับพี่ ๆ อีก 3 คนที่ไม่ชอบช้อป ก็ตกลงปลงใจว่าพากันไปเมืองจำลองกันดีกว่า ก็ถามไกด์กันว่า จะไปยังไงกันดี ไกด์ก็บอกว่าให้ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่อยู่หน้าห้างที่พวกเราถูกไปปล่อยให้ชอปปิ้งนั่นเอง แล้วไปลงที่สถานีฮวาเฉียวฉึง (Huaqiaocheng) ซึ่งตรงกับเมืองจำลอง (เรียกกันประมาณว่าจิ่งซิ่วจงหัว) เลย แล้วให้ไปเจอกันที่ร้านอาหารตอน 6 โมงครึ่ง คุณไกด์ให้ใบถ่ายเอกสารชื่อร้านอาหาร มีที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ แล้วไกด์ก็ให้เบอร์โทร เผื่อมีอะไรขัดข้องหมองใจ แถมยังมีเขียนในใบนั้น รับรองว่าเป็นลูกทัวร์ ให้ต้อนรับขับสู้ประมาณนั้นด้วย ซึ่งไกด์แกบอกไว้ว่าร้านอาหารมันอยู่ตรงกันข้ามกับเมืองจำลองนั่นแหละ พวกเราก็เลยใจชื้นขึ้นเยอะเลยทีเดียว

แล้วคุณไกด์ใจดีก็พาไปส่งที่สถานีรถไฟใต้ดิน แลกเหรียญขึ้นรถไฟฟ้า ราคาคนละ 5 หยวน เรากับพี่ ๆ อีก 3 คนก็พากันไป แล้วก็ถึงเมืองจำลองจนได้ ที่นี่เราต้องใช้แผนที่ค่ะ เพราะสถานที่กล้างขวางยิ่งนัก โดยส่วนตัวไม่เคยใช้แผนที่ได้สึกหรอขนาดนี้มากมายมาก่อน งานนี้แผนที่เละได้ใจจริง ๆ

ที่นี่นอกจากจะมีเมืองจำลองแล้ว ก็ยังมีการแสดงต่าง ๆ นานา และโดยส่วนใหญ่แล้วเราจะอยู่ในโซนหมู่บ้าน ดูการแสดงของแต่ละหมู่บ้านซะมากกว่า

การแสดงแรกที่เราได้ดู เป็นการแสดงของหมู่บ้าน LI ซึ่งอยู่ที่เกาะไหหลำ จะเป็นการแข่งของสองทีม เกี่ยวกับการปีนมะพร้าว การเล่นลูกข่าง ก็สนุกดี ลุ้น เชียร์ กันมันส์ดี ตอนจบมีการดึงคนดูไปเต้นด้วย นักแสดงก็มาดึงตัวเราไปเต้นด้วย ก็เออ...เอาก็เอาวะ ก็สนุกดี ไปปล่อยแก่กันที่เมืองจีน

การแสดงที่ประทับใจที่สุดจนต้องดูสองรอบชื่อว่า Unparalleled Hero ที่ Horseback Battle Field แค่สถานที่แสดง ได้อ่านก็น่าดูแล้ว คิดไปว่าประมาณต่อสู้บนหลังม้า พอไปดูจริง ๆ แล้ว หูว์...มันเจ๋งได้ใจจริง ๆ ประมาณว่าเป็นสงครามแย่งชิงเมือง แม่ทัพควบม้าได้เท่ห์สุด ๆ ยิ่งขี่ม้าเร็ว ๆ นะ โหย...อะไรมันจะเท่ห์ได้ใจขนาดนั้นก็ไม่รู้ การพากษ์ ให้เสียงต่าง ๆ นานา ก็เร้าใจ ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจภาษาของเค้าก็ตาม แต่มันรู้เรื่องได้จากน้ำเสียง ท่าทางของนักแสดง เร้าใจสุด ๆ


เป็นการแสดงศึกสงคราม มีการดวลกันเดี่ยว ๆ บ้าง ถูกรุมกันบ้าง เก่งอ่ะ มันคล้าย ๆ กับแสดงกายกรรมบนหลังม้าเหมือนกัน คนจีนเก่ง นับถือ นับถือ

แล้วก็มีการบุกเข้าเมือง มีการขว้างหินลงมาจากตัวเมือง มีคนตกลงมาจากกำแพงเมือง มีการยึดเมืองกลับคืนมา ต่อสู้บนหลังม้า สุดท้ายจบด้วยฝ่ายที่แพ้ จูงม้ากลับด้วยอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง กระโผลกกระเผลกกันไป สนุกดี มันเหมือนกับที่เราได้ดูในทีวีน่ะ ตื่นเต้น สนุก ลุ้นระลึก ชอบมากมายก่ายกอง ตัดสินใจถูกแล้วที่มาที่นี่แทนการไปช้อปปิ้ง

พอถึงเวลาอันสมควรที่เราจะต้องจรลีไปร้านอาหารตามที่นัดไว้ตอน 6 โมงครึ่ง เพื่อความมั่นใจพี่ในกลุ่มก็เลยไปถามไกด์จีนซึ่งมากับกลุ่มคนไทย เค้าก็บอกว่าร้านนี้ถ้าเดินมันซับซ้อนนิดนึงนะ นั่งแท็กซี่จะสะดวกกว่า ก็ให้ข้ามสะพานลอยไปขึ้นฝั่งตรงกันข้าม
พวกเราก็พากันข้ามสะพานลอยไปอีกฟากถนน เรียกแท็กซี่ ปรากฎว่าแท็กซี่มันพากันส่ายหน้า ไม่ไป หรือไม่รู้จัก ก็ไม่รู้ เอาล่ะซิ มันไม่หมูเสียแล้ว ก็เลยพากันไปถามที่โรงแรมใกล้ ๆ คิดว่าน่าจะรู้ ปรากฎพนักงานในนั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน ถามคนแถวนั้นหลายคนก็ไม่รู้ จนมาถึงสามีภรรยาคู่หนึ่งที่คงพากันมาพักผ่อนหลังจากกินข้าวเสร็จ เป็นที่พึ่งที่ดีอย่างมากมาย พี่เค้ายื่นกระดาษใบที่มีที่อยู่ของร้านอาหารให้ดู พอเห็นว่าเค้ารู้จัก พวกเราก็ใจชื้นขึ้นเยอะ แกพยายามบอกทางเป็นภาษาใบ้ ซึ่งพวกเราก็ไม่เข้าใจ พอดีเราพกปากกา กระดาษ ติดตัวอยู่แล้ว ก็เลยให้เขาเขียนแผนที่ให้ แถมยังเขียนบอกไว้ว่าร้านอาหารห่างจากที่นี่ประมาณ 500 เมตร พวกเราก็สุดแสนดีใจ ใกล้ ๆ นี่หว่า ก็เซี่ยะเซี่ยะกันไป

พวกเราพากันออกเดิน ทางมันเป็นถนนเล็ก ๆ ไม่สว่างนัก แต่ไม่ถึงกับมืดตื้บอะไร ก็เฮ้ย...เริ่มไกลขึ้นเรื่อย ๆ แถวนี้มันจะมีร้านอาหารเหรอฟระ ก็พากันไปเรื่อย ๆ ถามทางกันไปเรื่อย ๆ เจอคนรู้จักร้านบ้างไม่รู้บ้าง จนกระทั่งมาเจอกลุ่มทัวร์ชาวจีนลงมาจากตึกหลังหนึ่ง ก็คิดว่าน่าจะเป็นแถวนี้แหละ แต่ตึกมันดูแปลก ๆ โล่ง ๆ มีแต่พนักงานสาวสวยนางหนึ่งอยู่หน้าตึก มีคนจีนลงมาจากบันได พวกเราก็เดินผ่านกันไป ไม่แน่ใจนัก สักพักพวกเราก็เดินย้อนกลับมาที่ซุปเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่งอีก พี่เค้าก็ถามยามดู ว่าจะรู้จักหรือเปล่า ยามคนดีก็ชี้ไปทางซ้ายมือที่เราเดินผ่านกันมาแล้ว เอ้า...ก็เลยลองเดิน ๆ กันไป ไปหยุดที่ตึกที่มีพนักงานสาวยืนอยู่ ก็เดินไปถามเค้าว่ารู้จักร้านอาหารนี้หรือเปล่า ก็ปรากฎว่าร้านนี้มันอยู่ข้างบนตึกนี่เอง ชั้นสาม พวกเราพากันขึ้นไป พร้อมยื่นใบถ่ายเอกสารเยิน ๆ ให้กับพนักงานในร้านอาหาร พวกเราได้นั่งโต๊ะสมใจสักที ทั้งเหนื่อย ทั้งลุ้น สนุกดีเหมือนกัน แถมพวกเรายังมาก่อนคนที่ไปช้อปปิ้งเสียอีก เป็นความภาคภูมิใจซะจริง ๆ

อาหารมื้อนี้ มีความรู้สึกได้ว่าเป๊ปซี่เป็นอะไรที่อร่อยที่สุด ก็เพราะพวกเราเหนื่อยอย่างมากมาย คอแห้งหลาย ๆ หลังอาหารมื้อนี้พวกเราก็ต้องจรลีกลับเมืองไทยกันแล้ว ใจหนึ่งก็คิดถึงบ้านชะมัดยาด อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากกลับไปทำงานเล้ย แต่มันก็ต้องกลับอ่ะนะ กลับบ้าน กลับเมืองไทย ดีกว่าเนอะ เย้..................

China Trip (ตอน 10)

ก่อนขึ้นเครื่องไปเซินเจิ้น ก็พากันไปเดินที่ถนนแห่งหนึ่ง จำชื่อไม่ได้ เป็นถนนประมาณเซ็นเตอร์พอยต์ หญิงชายแต่งตัวทันสมัยสวยงาม เรายังกะบ้านนอกเข้ากรุงซะงั้น

จริง ๆ แล้ว พวกเราก็ไม่ได้เดินเที่ยวกันทุกคนหรอก ใครใคร่ลงเดิน เดิน ใครใคร่นั่งรอในรถ ก็รอ ไกด์ให้เวลาประมาณ 15 นาที ประมาณว่าเปิดหูเปิดตาซะงั้น เพราะเวลาไม่พอ กลัวรถติด แล้วจะตกเครื่องบิน ก็เลยต้องเดินจ้ำพรวด ๆ ตามไกด์ ไปได้สักครึ่งถนน ก็กลับ เพราะมันก็แค่เปิดหูเปิดตาแค่นั้น มันเป็นประหนึ่งการออกกำลังกายตอนเย็น เป็นการเดินเร็ว ถึงรถแล้วพากันหอบแฮ่ก ๆ ไม่รู้จะไปกันทำไมน้อ

เย็นย่ำค่ำคืน พวกเราก็พากันขึ้นเครื่องบินไปเซินเจิ้น และแล้วก็ดีเลย์อีกตามเคย เฮ้อออออออออออออ กว่าจะนอนก็ตั้งตี 1 ทำไมมันลำบากลำบนอย่างนี้หนอ...ชีวิต

China Trip (ตอน 9)











23 ตค. 52 วันนี้ได้ตะลอนไปที่ศูนย์วิจัยหมีแพนด้า ไปดูหมีแพนด้า กับ Red Panda สถานที่เค้าใหญ่โตดี อากาศเย็นสบายดี หมีก็เยอะดี มีทั้งตัวใหญ่ ตัวน้อย น่ารักดี

จากนั้นเราก็ไปศาลเจ้าสามก๊ก ต่อไปเป็นรายละเอียดของศาลเจ้าแห่งนี้ คัดลอกจากวิกิพีเดียค่ะ

ศาลเจ้าสามก๊ก ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่วัดอู่โหวซื่อ ที่เมือง
เฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน สร้างขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์จิ้นตะวันตก ด้านหลังของวัดเป็นที่ตั้งสุสานของพระเจ้าเล่าปี่และจูกัดเหลียง ซึ่งเป็นตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริงในสามก๊ก ซึ่งเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของจีน เรื่องราวต่าง ๆ ในสามก๊กเริ่มต้นในปลายสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออกของพระเจ้าเหี้ยนเต้ เนื่องจากในขณะนั้นเล่าปี่ปกครองและแต่งตั้งเสฉวนเป็นราชธานี โดยมีจูกัดเหลียงเป็นที่ปรึกษา ราษฏรใช้ชีวิตอย่างร่มเย็นเป็นสุข แต่เมื่อเล่าปี่สวรรคตแล้ว ประชาชนต่างให้การยอมรับและนับถือจูกัดเหลียงมากกว่า จึงร่วมกันสร้างศาลเจ้าขึ้นมาเพื่อเป็นที่เคารพบูชา แต่ไม่นานทางรัฐบาลจีนเห็นว่าไม่ถูกต้องจึงมีคำสั่งให้สร้างศาลเล่าปี่ขึ้น รวมทั้งให้มีรูปปั้นขุนนาง 14 ท่านภายในศาลเจ้า


ศาลเจ้าสามก๊ก ก่อสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 766 หรือเมื่อประมาณ 1,700 ปีมาแล้ว เพื่อเป็นการรำลึกถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์สามก๊กในสมัย พ.ศ. 763 - พ.ศ. 823 สร้างขึ้นโดยพระบัญชาของจักรพรรดิแห่งอาณาจักรเฉิงปลายราชวงศ์จิ๋น ในอาณาเขตพื้นที่ประมาณ 3,700 ตารางเมตร สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ภายในศาลเจ้าสามก๊ก เป็นผลงานการก่อสร้างที่ได้รับการปรับปรุงขึนในปีที่ 11 ของจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิง และได้รับการยกย่องเป็นโบราณสถานแห่งชาติของจีนในปี พ.ศ. 2504 ต่อมาได้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในปี พ.ศ. 2527

ภายในศาลมีการแบ่งแยกพื้นที่ออกเป็นหลายส่วน รวมทั้งมีการแยกศาลต่าง ๆ ออกเป็นเฉพาะบุคคลคือศาลเล่าปี่ จักรพรรดิแห่งจ๊กก๊กและราชวงศ์ฮั่น ศาลเจ้ากวนอูที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของ 5 ทหารเสือฝ่ายบู๊ กวนอูเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์และกตัญญู จนได้รับการยกย่องจากชาวจีนให้เป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์และโชคลาภ ศาลเจ้าจูกัดเหลียงที่มีความโด่งดังในด้านของสติปัญญาและความฉลาดเฉลียว ภายในศาลมีรูปปั้นจูกัดเหลียงขนาดใหญ่มีอายุไม่ต่ำกว่า 700 ปี ชาวจีนเรียกกันว่า "ทาสอุ้มทรัพย์" ตามความเชื่อต่อ ๆ กันขอชาวจีน ถ้าผู้ใดได้ลูบที่รูปปั้นจูกัดเหลียงแล้วจะมีโชคลาภ จูกัดเหลียงได้ชื่อว่าเป็นกุนซือหรือที่ปรึกษาคนสำคัญของเล่าปี่ที่มีความเฉลียวฉลาด วางแผนการรบและกลศึกต่างๆ ที่มีความสลับซับซ้อน ชาวจีนส่วนใหญ่จะนับถือจูกัดเหลียงมากกว่าศาลเจ้าเล่าปี่และศาลเจ้ากวนอู จนมีการเรียกศาลเจ้าสามก๊กเป็นศาลเจ้าจูกัดเหลียงแทน นอกจากศาลเจ้าเล่าปี่ กวนอูและจูกัดเหลียงแล้ว ภายในบริเวณศาลยังมีรูปปั้นประวัติศาสตร์ของบุคคลสำคัญในสมัยราชวงศ์สู่ เรื่องราวต่าง ๆ จากตำนานอันยิ่งใหญ่ของสามก๊กของบุคคลอื่น ๆ อีกเช่น โจโฉ เตียวหุย และอีก 14 เสนาธิการทหารเอก

แต่เดิมสุสานของพระเจ้าเล่าปี่และจูกัดเหลียงไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่ได้มีการย้ายศาลจูกัดเหลียงจากเมืองเซ่าเฉิงมาอยู่ในบริเวณใกล้กันในยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ ในราวปี พ.ศ. 963 - พ.ศ. 1132 จนถึงยุคราชวงศ์หมิงจึงรวมสุสานและศาลเล่าปี่กับจูกัดเหลียงเข้าด้วยกัน และได้พัฒนาศาลเจ้าดังกล่าวโดยสร้างรูปปั้นขนาดใหญ่ของเล่าปี่ จูกัดเหลียง กวนอู และเตียวหุย เป็นประธานอยู่ในห้องโถงกลาง ด้านข้างมีรูปปั้นตัวละครและขุนศึกต่าง ๆ ในยุคสามก๊กประดับเรียงรายตลอดทางระเบียงเป็นที่สำหรับให้ประชาชนมาเคารพสักการะ ในเวลาต่อมาวัดอู่โหวซื่อก็กลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อศาลจูกัดเหลียงหรือศาลเจ้าสามก๊ก และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองเฉิงตูในปัจจุบัน

China Trip (ตอน 8)

22 ตค. 52 วันนี้ไปชมสะพานหลูติ้งเฉียว ตามโปรแกรมบอกไว้ว่าเป็นสะพานที่สร้างโดยใช้โซ่เหล็ก 13 เส้น สร้างขึ้นในสมัยกษัตริย์คังซี แห่งราชวงศ์ชิง ข้ามแม่น้ำต้าหู้เหอ

ในวันที่ 29 พค. 2478 เหมาเจอตุงที่พ่ายแพ้สงครามภายในประเทศได้เดินทางผ่านมายังเมืองนี้ และต้องการข้ามสะพาน แต่กองทัพของเจียงไคเช็ค ได้เผาทำลายสะพาน เพราะไม่อยากให้กองทัพแดงข้ามสะพานนี้ไปได้ หยางเชิงอู่ ผู้ซึ่งมีตำแหน่งในตอนนั้นเป็นผู้บัญชาการของกองทัพแดงฝ่ายที่ 1 ได้จัดหาผู้กล้า 20 คน ไต่โซ่เพื่อข้ามฝั่งไปสู้กับทหารเชียงไคเช็ค สุดท้ายการรบครั้งนี้ทหารแดงเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะและข้ามสะพานสำเร็จ เย้...

มันก็มีอีกว่าก่อนขึ้นสะพาน เนื่องด้วยฝนตกพรำ ๆ อีกด้วย มันก็ต้องปวดชิ้งฉ่องเป็นธรรมดา ก็ไปเข้าห้องน้ำสาธารณะที่ต้องเสียตังค์ด้วย คนละ 5 เหมา (10 เหมาเป็น 1 หยวน) เป็นเงินไทยก็ประมาณสองบาทห้าสิบ ก็สะอาดดี แต่กลิ่นต้องปรับปรุง หน้าตามันก็เป็นร่องยาว ๆ มีคอก เหมือนที่เคยเขียนไปแล้ว

พอเราข้ามสะพานกลับมาอีก ก็ปวดฉี่อีก ก็เข้าห้องน้ำอีก ก็จ่ายไปอีก 5 เหมาอีก ก็ลั่นล้าเข้าไป ประมาณว่าเมื่อกี้ส้วมนี่มันสะอาดดี แล้วตอนนี้...ไหงมีก้อนเหลือง ๆ เต็มไปหมดล่ะนั่น มันเก็บตังค์ แล้วมันก็ไม่เปิดให้น้ำไหล ล้างของเสียต่าง ๆ นานาออกไป เซ็งว่ะ เอาเปรียบผู้บริโภคชัด ๆ

วันนี้เราพักที่เมืองเฉิงตู ค่ำ ๆ หน่อยเราก็ไปดูโชว์เปลี่ยนหน้ากากที่ถนนวัฒนธรรมเจ๋งหลี่กัน ตอนแรกคิดว่าเป็นโรงละคร แต่เป็นลานโชว์ธรรมดา ๆ คนไทยเยอะเหมือนกัน ก็สนุกดี มีการแสดงหลายชุด จากชื่อที่ใคร ๆ พูดกันคิดว่าไฮไลท์ของการแสดงนี้คงเป็นการแสดงเปลี่ยนหน้ากาก เราดูก็งั้น ๆ ไม่เคยดู ได้ดูก็ดีอ่ะ

China Trip (ตอน 7)

จากนั้นเราก็จรลีไปยังอุทยานมู่เก๋าฉั้ว จากโปรแกรมบอกไว้ว่า เป็นสุดยอดอุทยานความงามที่ไม่เป็นรองใคร ไม่แพ้อุทยานระดับ 5 ดาว “จิ่วจ้ายโกว” ได้รับสมญานามว่า ดินแดนสวรรค์งามแห่งทะเลสาบพื้นพิภพ เป็นอุทยานที่มีชื่อเสียงของเมืองคังติ้ง เป็นทะเลสาบ 7 สี มีความงามเหนือพรรณา

ระหว่างเดินทางผ่านภูเขามากมายหลายลูก สวย ๆ กันทั้งนั้น เพราะมีใบไม้ผลัดใบ เป็นสีเหลือง น้ำตาล ทอง สลับกันไป สวยจริง ๆ มองแล้วเพลินเหลือเกิน แล้วภูเขาก็ไม่ค่อยมีรอยถลอกจากการกระทำของมนุษย์นัก


การขึ้นอุทยานของที่นี่ เช่นกัน ก็ต้องเปลี่ยนเป็นรถของอุทยาน ซึ่งก็ลักษณะคล้าย ๆ มินิมัสบ้านเรานั่นแหละ มีการจอดรับระหว่างทางด้วย

ในช่วงที่เปลี่ยนรถนั้น พวกเราที่ปวดฉี่ก็พากันไปเข้าห้องน้ำ ก็ปรากฎว่าห้องน้ำที่นี่โสโครกกว่าที่อื่นที่ผ่านมา มันก็เป็นห้องน้ำปกติของเมืองจีนนั่นแหละ คือ เป็นร่องยาว ให้ทำธุระ แล้วก็มีคอกกั้นกันอุจาดตานิดนึง ไม่มีประตู ปกติแล้วถ้าห้องน้ำที่เป็นลักษณะร่องอย่างนี้ มันจะมีน้ำพัดพวกของเสียลงท่อหรืออะไรก็ตามออกไปบ้าง ไม่ให้มันค้างเติ่ง ตำตาตำใจ แต่ที่นี่ น้ำไม่พอ ก็ไม่น่าจะใช่ เอ...หรือว่าระบบการไหลของน้ำเสีย แต่ก็ช่างมันเถอะ รู้แต่ว่าไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่คนเราปล่อยทิ้งไว้ ไม่รู้ว่าตั้งกะเมื่อไร ตั้งแต่เช้า หรือวันไหน มันกอง ๆ กันอยู่ กลิ่นก็สุด ๆ ก็ได้แต่...โอ้ว มายก้อด เอาวะ มองผ่าน ๆ ไป ทำธุระตัวเองให้เสร็จไปซะ เฮ้อ...เมื่อไหร่เรื่องห้องน้ำจะพัฒนาเสียทีนะ ประเทศนี้

แล้วเราก็พากันขึ้นรถอุทยานไปดูของสวย ๆ งาม ๆ กัน แหม...มันช่างงดงามเสียนี่กระไร คือ ทะเลสาบนั้นล้อมรอบไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่เต็มไปหมด แถมภูเขาก็เต็มไปด้วยใบไม้ผลัดสีอีก งามจริง ๆ แต่...ไม่ได้งามเหมือนกับที่โฆษณาไว้ขนาดนั้น หรือว่าเรามาไม่ตรงวันก็ไม่รู้ แต่ยังไงก็งามน่ะนะ ในระดับหนึ่งน่ะ

วันนี้เราไปพักกันที่เมืองคังติ้ง เป็นเมืองที่มีภูเขาล้อมรอบ มีแม่น้ำไหลผ่านกลางเมือง ไกด์บอกว่าแม่น้ำสกปรกขึ้นมาก น้ำไหลแรงมาก คิดว่าถ้าเราตกลงไป คงหาร่างไม่เจอเป็นแน่แท้

วันนี้เป็นวันโปรดอีกหนึ่งวัน ที่รู้สึกว่าเจอของสวย ๆ งาม ๆ แต่ก็ไม่น่ามาเจอห้องน้ำแบบนั้นเลย ก็คิดว่า...ไม่มีอะไรมันจะเพอร์เฟคไม่ทั้งหมดหรอกเนอะ มันต้องมีไม่ดีบ้าง เข้าใจค่ะ เข้าใจ

China Trip (ตอน 6)

21 ตค. 52 ตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นเสียหน่อย ตามโปรแกรมเค้าว่าไว้ว่า ชื่นชมความงามของแสงอาทิตย์รุ่งอรุณแห่งวัน ซึ่งสะท้อนกับฉากหลังที่เป็นภูเขาการ์เซียน้ำแข็ง สวยดี เพราะที่บ้านเรามันไม่มีนั่นเอง

จากนั้นพวกเราก็นั่งรถบัสขึ้นไปกันอีก แล้วก็ขึ้นกระเช้าสู่ยอดเขาการ์เซียน้ำแข็ง ระหว่างทางนั้นกระเช้าของเราเกิดความโกลาหลอลหม่านเสียเหลือเกิน ด้วยความที่มีตากล้องอยู่มากมาย ต่างพยายามหามุมกล้องอันสวยงาม เนื่องจากทิวทัศน์อันสวยงามวิจิตรบรรจง ตากล้องทั้งหลายแหล่จึงต้องการภาพอันสวยงาม ด้วยการขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวไปมุมต่าง ๆ ในกระเช้า ซึ่งใช่ว่าจะกว้างขวางอะไรมากมายนัก ก็สนุกดี ถ้ามีกระเช้าตรงกันข้ามผ่านไป คงตกใจว่าทำไมกระเช้านั่นผู้คนมันถึงอลหม่านขนาดนั้น

ระหว่างทางในกระเช้า วิวทิวทัศน์ก็ว่าสวยงามแล้ว ยิ่งขึ้นไปถึงยอด ถึงจุดชมวิว ยิ่งงามขนาด งามมากมาย สวยกว่าที่เราเห็นในทีวีอย่างมากมาย เกิดมาไม่เคยเห็นทิวทัศน์ที่งามขนาดนี้มาก่อน ภูเขาถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง หมอก แสงแดดอ่อน ๆ เฮ้อ...สุดบรรยาย ต้องมาเห็นเอง แล้วจะรู้ว่ายังมีอะไรอีกมากมายนักในโลกใบนี้

ที่นี่ เราเห็นว่ามีคนรับจ้างหามเกี้ยวให้นักท่องเที่ยวได้ไปยังจุดชมวิวต่าง ๆ เนื่องจากว่าอาจจะเดินไม่ไหว กลัวลื่น อะไรทำนองนี้ ไกด์เล่าให้ฟังว่า ไอ้เจ้าพวกนี้น่ะ จะราดน้ำบนพื้น ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำแข็งบาง ๆ ทำให้ง่ายต่อการลื่นล้ม นักท่องเที่ยวจะได้จ้างพวกมันให้แบกไป ไกด์แนะว่าเดินให้ระวังด้วยแล้วกัน

ที่นี่อุณหภูมิประมาณ 4 องศา สูงกว่าที่วัดหัวจ้าง เล็กน้อย ก็เลยรู้สึกว่าหนาวแบบจิ๊บ ๆ

China Trip (ตอน 5)

20 ตค. 52 จากโปรแกรมทัวร์ วันนี้เราจะไปไห่หลัวโกว กัน ซึ่งจะลอดผ่านอุโมงค์เอ้อร์หลังซาน จากคำบอกเล่าของไกด์ (ถ้าจำมาไม่ผิด ถ้าผิดก็ขออภัย) อุโมงค์นี้จะทะลุภูเขาอินหยัง (หยินหยาง- ซึ่งประมาณว่าเป็นสิ่งตรงกันข้ามกัน เช่น ร้อน-เย็น) ไกด์แกก็คงพูดเวอร์ไปบ้าง ประมาณว่าถ้าก่อนลอดอุโมง อากาศครึ้ม ผ่านอุโมงค์ไปแล้วอาจจะเจอหิมะ ฝนตก ทำนองนี้ เราก็...โม้ว่ะ ไม่เชื่อหรอก

ความจริงก็ปรากฎว่าก่อนลอดอุโมงค์นั้นอากาศก็ครึ้ม ๆ มัว ๆ อยู่บ้าง พอผ่านอุโมงค์แล้วอากาศก็สดใส มีแดด ก็..ไม่เห็นต่างกันเท่าไร ว่ากันว่าอุโมงค์นี้ยาวที่สุดในประเทศจีน ความยาว 4,175 เมตรทีเดียวเชียว

ตามโปรแกรมแล้ว ช่วงบ่ายเราได้ไปเที่ยวธารน้ำแข็งกัน แต่ก็...ไม่ได้ขึ้น เนื่องด้วยพวกเราเลทนั่นเอง ก็ไกด์บอกว่าวันนี้สบาย ๆ แล้วก็ไม่ได้เร่งพวกเราอะไรหนักหนา พอมาถึงเชิงเขากลับไม่มีรถขึ้นอุทยาน ต้องรออีกประมาณ 2 ชม. ก็เตร็ดเตร่กันไป ถ่ายรูปกันไป

หลังจากขึ้นเขาได้สำเร็จเรียบร้อยดีแล้ว อากาศบนที่พักหนาวโคตร ๆ แถมฝนยังตกพรำ ๆ กันอีก ไม่เข้าใจว่าทำไมฟ้าดินถึงกลั่นแกล้งคนเมืองร้อนอย่างเรากันด้วย ก็เลยต้องแต่งตัวได้หนาปั่กกันทั่วทุกคน

ที่นอนคืนนี้มีผ้าห่มไฟฟ้าให้ใช้กันด้วย ไอ้เราก็นึกว่า มันเป็นผ้าห่มที่เสียบปลั๊กไฟ เห็นภาพเป็นงั้น แต่จริง ๆ แล้วกลับเป็นแผ่นบาง ๆ วางอยู่กลาง ๆ ที่นอนซึ่งมีผ้าปูทับอีกที เสี่ยบปลั๊ก ไอ้เจ้าแผ่นนี้ก็จะอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ

ตื่นมากลางดึก จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าอากาศมันร้อนระห่ำได้ใจอย่างมากมาย ตอนแรกนึกว่าอากาศมันแปรปรวน มันก็ไม่น่าเป็นไปได้ หรือว่าเราอาจจะคิดไปเอง นอนยังไงก็ไม่หลับสักทีเพราะมันร้อนจนตับแทบแตก ก็เลยลุกไปเข้าห้องน้ำ สักพักจึงได้รู้สึกว่าอากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อย ๆ ถึงได้เข้าใจว่าไอ้เจ้าผ้าห่มนี่ มันทำให้อุ่นจนร้อนขึ้นนั่นเอง ร้อนจริง ๆ นะ ร้อนมากมาย

คืนนี้...คิดว่าทุกคนในกลุ่มทัวร์คงจะไม่ได้อาบน้ำกันเป็นแน่ เพราะโคตรหนาวเสียขนาดนั้น

China Trip (ตอน 4)

จากนั้นก็ไปยังวัดหัวจ้าง ซึ่งถือว่าเป็นต้นกำเนิดพระโพธิสัตว์ผู่เสียน มีความสูงกว่า 41 เมตร สร้างด้วยทองสำริดทั้งองค์ เป็นองค์ทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก มี 10 พระพักตร์ประดิษฐานอยู่บนหลังช้าง 4 เศียร

ขอบอกว่าเราไม่มีบุญที่ได้เห็นเต็มองค์ เพราะหมอกมากมายมหาศาล แถมฝนยังตกพรำ ๆ อากาศทั้งหนาว ทั้งชื้น อุณหภูมิประมาณ 2 องศา หนาวได้มากมายก่ายกอง หนาวที่สุดในชีวิตก็ว่าได้

ช่วงที่กำลังรอขึ้นกระเช้า (ลงเขา) ความที่อากาศมันหนาวอ่ะนะ ปวดฉี่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ก็แวะห้องน้ำเสียหน่อย ปรากฎว่าสาวจีน รุ่นเอ๊าะ ๆ เธอเข้าห้องน้ำโดยที่ไม่ปิดประตูเล้ย เป็นสาวเป็นนางแท้ ๆ ด้วยความเป็นสาวไทยรูปร่างหน้าตาบอบบาง มีความรู้สึกละอายแทน จึงได้แต่จรลีจากห้องน้ำนั้นมาทั้ง ๆ ที่ปวดชิ้งฉ่องสุดฤทธิ์

จากนั้นเราก็ต้องนั่งรถปุเลง ๆ ไปวัดเป้ากั่ว (วัดตอบแทนคุณประเทศ) ไอ้ตอนที่เรานั่งรถไปน่ะ เราก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ไกด์เล่าอะไรให้ฟังก็ไม่เคยได้ฟัง จะตื่นมาอีกทีที่รถจอดให้เข้าห้องน้ำ พอเราทำธุระเสร็จเรียบร้อย คนในคณะก็คุยกันถึงเรื่องที่ไกด์เล่าไม่ว่าจะเป็นบูเช็คเทียน เตียวเสี้ยน ซึ่งเราก็งง ทำไมเราไม่เคยได้ยินเลยฟะ แถมมีเรื่องเหมาเจ๋อตุงอีก ก็ไม่เคยได้ฟังเลย นั่นแสดงว่า ตรูหลับมาตลอดทางจริง ๆ เหมือนกับเกิดมาไม่เคยได้นอนยังไงยังงั้น

ถึงวัดเป้ากั่ว ส่วนตัวเป็นวัดที่ชอบมาก เพราะมันดูเก่า ดูขลังดี เหมือนกับที่เราได้ดูได้เห็นในหนังจีนกำลังภายใน งามจริง ๆ ชอบมากมาย

วันนี้เราต้องไปพักที่เมืองหย่าอัน ระหว่างทางนั่ง ๆ นอน ๆ มองดูรถที่สัญจรกันไปมา ก็เห็นรถโฟล์ค PASSAT กันขวักไขว่ ก็คิดว่าคนจีนรวยกันเยอะว่ะ แต่จากที่ไกด์บอก ปรากฎว่ารถรุ่นนี้ผลิตที่ประเทศจีนนี่เอง ราคามันก็เลยต่ำหน่อย ประมาณห้าแสนกว่าบาท แต่คนที่จะมีรถใช้ได้ก็เป็นคนที่ต้องมีเงินเหมือนกันเพราะภาษีที่นี่แพงมาก

คืนนี้เราต้องเตรียมเสื้อผ้าไว้อีกกระเป๋าหนึ่งด้วย เพราะพรุ่งนี้เราจะไปพักที่บริเวณธารน้ำแข็งกัน ส่วนกระเป๋าใบใหญ่นั้นไว้บนรถบัสด้านล่างเขา เพราะเราต้องนั่งรถของอุทยานขึ้นไป เอารถบัสขึ้นไปไม่ได้