Wednesday, September 30, 2009

ว่าด้วยเรื่องของหอมชีส......(ตอน 7)

วีคนี้โชว์พาวเวอร์ ได้ยินแค่คำว่า “โชว์พาว” เท่านั้น ก็นึกเห็นใจเจ้าอ๊อฟอีกแล้ว ก็นะ...เสียงไม่แข็งแรงที่จะโชว์ได้ขนาดนั้น หนักใจจริง แล้วยิ่งต้องทำเพลงกันเอง คิดโชว์เอง เพราะวีคนี้ถือเป็นการสอบมิดเทอม ต้องคิดโชว์เองจากการที่เรียนกับครู ๆ มาแล้วถึงห้าวีคด้วยกัน ครูจะเข้าอีกก็วันพฤหัสฯ ช่วงซ้อมใหญ่ และจะมาแก้ปัญหาต่าง ๆ นา ๆ ในวันศุกร์ แล้วมันจะทันการณ์มั้ยเนี่ยะ

เจ้าอ๊อฟได้เพลง “แทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจ” อู้ย...ได้ยินแล้วหนาวจริง ๆ อ๊อฟเอ๊ย...จะทำได้มั้ยเนี่ยะ

วีคนี้เจ้านี่ค่อนข้างมีอะไรกุ๊กกิ๊ก ๆ เยอะอยู่เหมือนกัน ประมาณว่า...แมวไม่อยู่ หนูคงร่าเริง (ล่ะมั้ง) ก็เอ่อ...น่ารักดี ไม่เคยเจอมุมอะไรอย่างนี้จากเจ้านี่มาก่อน แต่ก็มีคิด (ดัง ๆ) ว่า เฮ้ย...ตั้งใจหน่อยซิวะ ลุ้นอยู่นะ กลัวเอ็งตกรอบนะเว้ย

ก็เลยนึกถึงเอเอฟสองที่ต้องลุ้นเจ้าเปรี้ยวอยู่ทุกวีค ยิ่งวีคที่เจ้าเปรี้ยวต้องร้องเพลง “พี่ชายที่แสนดี” เพลงนั้นก็โชว์พาวสุด ๆ เหมือนกัน แล้ว...สองคนนี้มันก็วีสองเหมือนกันอีก แหม...บังเอิญจริง ๆ ที่ต้องมาลุ้นวีนี้อีก

และด้วยวีคนี้ก็เลยทำให้ชอบเพลง “ส่งต่อความรัก” เพิ่มขึ้นอีกเพลง ด้วยความที่ได้ยินเพลงนี้กรอกหูอยู่บ่อย ๆ ความหมายก็ดี น้อง ๆ ตั้งใจร้องกันดีเหลือเกิน เพลงนี้ก็กลายเป็นเพลงโปรดไปโดยปริยาย

วันเสาร์อีกแล้ว ขึ้นคอนเสิร์ตแล้ว ส่วนตัวแล้ว NaaToy ก็ว่าเจ้านี่ร้องงั้น ๆ นะ แต่ Commentator ชมว่าร้องได้ดี ก็ดีใจกับเจ้านี่ด้วย ในที่สุดก็ทำให้กรรมการชมได้แล้ว เย้....

แล้วก็ปากเหวเช่นเคย คิดเอาไว้อยู่เหมือนกัน ก็คือถ้าวีคนี้รอด วีคต่อไปก็ปากเหวอีกแน่นอน เพราะคะแนนระหว่างสัปดาห์ค่อนข้างจะต่ำอย่างมากมาย ก็ลุ้นอีกแล้วงานนี้

ผู้ร่วมชะตากรรมปากเหว มีเจ้าซานิกับนุ๊กนิ๊ก NaaToy ก็เฮ้ย...ไปสู้อะไรกับสองคนนั้นได้วะ นุ๊กนิ๊กได้ตุ๊กตาแน่เพราะเพลงมันส่ง ก็เป็นจริงตามคิด คราวนี้ก็มาลุ้น (ประมาณใจเอนเอียง) ก็คิดว่านุ๊กนิ๊กคงคะแนนต่ำมั้ง เพราะว่ายืนปากเหวมาตั้งหลายครั้งแน่นี่ ลุ้นสุดชีวิตจริง ๆ และแล้ว...อีตาอ๊อฟก็รอด โล่งอกเสียเหลือเกิน

อีกอย่างที่ประทับใจในคอนฯนี้ก็คือช่วงที่เพลงธีมจบคอนฯ ไอ้เจ้าอ๊อฟร้องผิดท่อนเฉยเลย แล้วเจ้าแม็คก็ช่วยเพื่อนร้องเพลงท่อนเพื่อนให้ มั่วกันหมด ไอ้เจ้าอ๊อฟเขินก็เดินเตลิดเปิดเปิงกันไป มันก็เอ่อ...น่ารักดีอ่ะ แบบว่ามันคงดีใจที่ไม่มีคนออกบวกกับเขินที่ตัวเองร้องผิด ก็เลยรั่วกันไปเลยทีเดียว ก็ตลกดี น่ารักดี ไปอีกแบบ

แล้ววันอาทิตย์ดูรีรันพร้อมบรรดาครู ๆ คุณครูชมอ๊อฟเกือบทุกอย่างบนเวที ไอ้เราก็ยิ้มหน้าบานพอ ๆ กันเจ้าอ๊อฟเหมือนกัน ดีใจแทนมัน

** ขอบคุณภาพงาม เครดิตตามภาพเลยค่ะ **

ว่าด้วยเรื่องของหอมชีส......(ตอน 6)

เป็นวีคที่ NaaToy ประทับจิตประทับใจเจ้าอ๊อฟที่สุด ก็เพราะว่าเจ้าอ๊อฟเต้นได้เจ๋งที่สุด เต้นได้แข็งแรงโคตร ๆ เหมือนเห็นเด็กข้างบ้านมันพัฒนาวัน พัฒนาคืน ประมาณว่า...ภูมิใจแทนพ่อแม่ด้วย ทำนองนั้น

วีคนี้เป็นเพลงแดนซ์ เจ้าอ๊อฟได้เพลง “It’s raining men” โอ้...แม่เจ้า เจ้าอ๊อฟต้องเต้นอีกแล้ว แค่ดูตอนซ้อมก็ยังทำได้ดี พัฒนาการด้านเต้นเจ้านี่สุดยอดจริง ๆ เต้นแข็งแรงกว่าวีคเอ็มเจเยอะเลย จากที่เต้นไม่ค่อยเป็น แล้วเต้นได้ถึงขนาดนี้ หูย...นับถือ ๆ วีคนี้เองที่ NaaToy เริ่มจับตามองเจ้าอ๊อฟ แทบจะละสายตาไม่ได้เลยทีเดียว ชอบในความพยายาม ตั้งใจ อย่างมากมาย ผลงานที่ได้มันก็เลยออกมาดูดี พอเจ้านี่เต้นเสร็จ ก็ได้แต่อู๊ย...เจ๋งอ่ะ เก่งวู้ย เท่ห์ชิบเป๋งเลยอ่ะ

เอ่อ...แล้วเรื่องร้องล่ะ เป็นยังไง กลั๊วกลัวเหมือนวีคเอ็มเจจังเลย

พอถึงวันเสาร์ ขึ้นคอนเสิร์ตจริง ดูจากคะแนนในบ้านก็เสียว ๆ อยู่เหมือนกันว่า เจ้าอ๊อฟจะปิ๋วมั้ยเนี่ยะ ตอนดูโชว์เจ้านี่ มันก็เต้นได้เจ๋งเด็ดมาก เรื่องร้องก็ดีขึ้นเยอะ แต่...ก็ต้องเพิ่มอีกเยอะเหมือนกัน สรุปแล้วชอบโชว์ของเจ้านี่ในวีคนี้มากที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องร้อง เรื่องเต้น เอนเตอร์เทน มันได้หมดเลย ดูมันมีพลังเยอะดี ดูแข็งแรงดี

แต่...คุณอ๊อฟของเราก็ต้องมายืนปากเหวจนได้ NaaToy ก็ประมาณว่า...เฮ้ย อย่าเพิ่งตกรอบไปก่อนนะเว้ย ยังอยากเห็นแกเรียนดีขึ้นทุก ๆ คลาส แกกำลังมาแล้วนะ อย่าเพิ่งไป ประมาณนั้น เสียว ๆ อยู่เหมือนกัน เพราะสามคนปากเหวเนี่ยะ นิวตี้ได้ตุ๊กตาชัวร์ มีลุ้นก็สองคนอิช์คกับอ๊อฟนี่แหละ ก็ปรากฎว่ารอด เฮ้อ...ดีใจแทนน้องฟ่ะ

** ขอบคุณภาพงาม ๆ เครดิตตามภาพเลยค่ะ **

Sunday, September 27, 2009

ว่าด้วยเรื่องของหอมชีส......(ตอน 5)

วีคนี้เป็นวีคเพลงร็อค เจ้าอ๊อฟได้เพลง “ไม่ต้องการเห็นบางคน (ที่ไม่รักกัน)” ของวง Zeal ร้องบ่อยครั้งเข้า เสียงก็เริ่มแหบ จริง ๆ มันก็เป็นกับเกือบทุกคน

สังเกตดูแล้วทั้ง acting และเต้น เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ พัฒนาดีมากเลยน้อง แต่วีคนี้ร้องไม่ค่อยดี เสียงไม่แข็งแรง แต่การแสดงดี มันขัดแย้งกับสิ่งที่นักร้องควรเป็น

พอถึงวันเสาร์ ลุ้นอยู่ว่าอ๊อฟจะยืนปากเหวหรือเปล่า เพราะความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง แต่วีคนี้อิชย์กลับต้องออกไปเฉยเลย ทั้ง ๆ ที่คะแนนได้บ้านสูงลิบลิ่ว เสียดายแทนน้องจริง ๆ เพราะไม่ว่าจะเป็นการร้อง เต้น แสดง น้องกำลังทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เสียดายโอกาสอย่างมากมาย ไม่สงสัยว่าทำไมเพื่อน ๆ หรือคนดูพากันร้องไห้กันเป็นทิวแถว

** ขอบคุณภาพงาม ๆ เครดิตตามภาพเลยค่ะ **

ว่าด้วยเรื่องของหอมชีส......(ตอน 4)

และแล้วสัปดาห์ที่สาม สัปดาห์เพลงเอ็มเจ สัปดาห์สุดหิน เจ้าอ๊อฟได้เพลง “Billie Jean” NaaToy ก็ประมาณว่า...โคตรยากเลย ทำได้รึเปล่าวะเนี่ยะ ร้องก็ยาก เต้นก็ยาก อ๊อฟเอ๊ย...เห็นใจจริง ๆ ว่ะ

แล้ววีคนี้ก็เห็นความตั้งใจ ความพยายาม ของเจ้านี่ ทั้งการร้อง การเต้น เจ้านี่ก็ประมาณว่าอินสุด ๆ เหมือนกัน ใส่หมวกทั้งวัน ว่างเมื่อไหร่ก็เต้น มีมูนวอร์คอีกต่างหาก แล้วมันก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ แบบ...ไม่น่าเชื่อว่าจากที่เต้นไม่ค่อยเป็น จะเต้นได้ถึงขนาดนี้ ขอชมจากใจ เจ๋งจริง ๆ น้องเอ๋ย

ด้วยเหตุนี้ก็ทำให้ NaaToy นิยมชมชอบเจ้านี่อีกเยอะ ๆ เลย จริง ๆ ด้วยความใจสู้นี่แหละ

วันพฤหัส ครู ๆ ก็ชมถึงความตั้งใจของเจ้าอ๊อฟ รวมถึงการพัฒนาในด้านต่าง ๆ อีก ดีใจแทนอ่ะ เหมือนเด็กข้างบ้านเรียนเก่งขึ้นเรื่อย ๆ เลยอ่ะ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้คลิปของป๋าวิทย์ (AF1) สุดยอดของสุดยอดนักล่าฝัน เพลง “Billie Jean” เหมือนกัน (ใน AF1 FriendShip Concert) ป๋าทั้งร้อง ทั้งเต้น ได้เจ๋งเด็ด เปรียบเทียบกับเจ้าอ๊อฟแล้ว เสมือนกับเด็กมหาลัย กับเด็กประถม เพราะป๋าวิทย์แกเจ๋งทั้งร้อง ทั้งเต้น อยู่แล้ว แต่อ๊อฟของเราเพิ่งมาฝึกไม่กี่วันเอง แค่นี้ก็เจ๋งแล้วอ๊อฟเอ๋ย

ก็เลยแปะคลิปไว้ด้วย เพราะส่วนตัว NaaToy ชอบป๋าวิทย์มากมาย ขออนุญาตเจ้าของคลิปและขอบคุณมาพร้อมกันนี้ด้วยเลยค่ะ ขอบคุณอย่างแรงค่ะ





** ขอบคุณรูปสวย ๆ เครดิตตามภาพเลยค่ะ **

ว่าด้วยเรื่องของหอมชีส......(ตอน 3)

สัปดาห์ที่สองกับเพลง “หยุด” ตัดมาที่วันพฤหัสเลยแล้วกัน อย่างว่า...ยังไม่ค่อยสนใจเจ้าอ๊อฟเป็นพิเศษ NaaToy ชอบข่วงประชุมครูเป็นพิเศษ คอยดูว่าบรรดาครู ๆ จะวิจารณ์ลูกศิษย์แต่ละคนว่ายังไงกันบ้าง มาถึงวีสองก็ประมาณว่า...เริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกคลาส แถมเสน่ห์มีมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหาก ก็เลยเริ่มสนใจอ๊อฟเพิ่มขึ้นอีกนิดส์นึง

พอถึงช่วงซ้อมใหญ่ อ๊อฟก็ออกมาโชว์ลีลาเพลง “หยุด” ร้องสบาย ๆ ดี ก็ดูน่ารักดีน่ะนะ แหม...มีการส่ายสะโพก ด้วย แต่ใช่ว่าจะมั่นใจในลีลานั้น มีอาการเขินอายบ้าง ด้วยการหันหลังส่าย NaaToy ก็ เฮ้ย...แน่ใจหันหน้ามาซิวะ แต่...ไม่มีค่ะ เนื่องจากเจ้าอ๊อฟแกขี้อายเสียเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อ

จนครูรักต้องสอนวิธีที่ใช้กับรุ่นพี่หลาย ๆ คนในหลาย ๆ รุ่น ประมาณว่า...มีเชือกผูกไว้ที่เอวน่ะ จินตนาการว่าเชือกนั้นผูกติดกับสาว ๆ ไว้ด้วย แล้วต้องหมุนให้สาว ๆ เข้ามาหาเราให้มากที่สุด เจ้าอ๊อฟก็ลองทำดูแบบเขิน ๆ น่ะ มันก็น่ารักดีน่ะนะ ครูรักก็ลองให้คิดว่าสาวคนนั้นคือแท๊บบี้ แล้วก็ดึงเจ้าแท๊บบี้เข้ามาให้ได้ แรก ๆ มันก็ได้แค่วงเล็ก ๆ น่ะ ไม่ถูกใจครูใหญ่ แกก็แนะว่าดึงสาว ๆ มาให้ได้หมดฮอลล์เลย เจ้าอ๊อฟก็ทำอีก วงใหญ่ขึ้นแต่ยังไม่ถูกใจครูรักอีก แกว่าได้ไม่กี่คนเอง โถ...คุณครู แค่นี้เจ้าอ๊อฟมันก็เขินสุดชีวิตแล้ว ดูแล้วตลกดี แต่ครูแดนซ์กลับชอบ บอก..น่ารักดี ถูกใจทั้งครูรี่ และครูไผ่ แหม...ดีใจแทนอ๊อฟจริง ๆ นะ ที่ครูสาว ๆ ชอบ


วันเสาร์มาถึง NaaToy ก็ลุ้นอีก ตกลงว่าเจ้าอ๊อฟจะหันหลังหมุนอีกรึเปล่า เอ่อ...เป็นจริงอย่างที่คาด ไม่แน่จริง ไม่กล้าหันหน้ามาหมุน เหมือนซ้อมใหญ่กันไป แต่ก็...สนุกดี

** ขอบคุณภาพงาม ๆ เครดิตตามภาพเลยค่ะ **


Saturday, September 26, 2009

ว่าด้วยเรื่องของหอมชีส......(ตอน 2)

แล้วก็มาถึงสัปดาห์แรกของการเข้าบ้าน อีกเช่นกัน เจ้านี่ไม่ได้อยู่ในสายตาเล้ย ที่เด่น ๆ ก็จะมีเจ้าซานิ กฤษณ์ อิชย์ นิวตี้ นุ๊กนิ๊ก กุญแจซอล แม็ค แท๊บบี้

และแล้วก็มาถึงวันพฤหัส ซึ่งเป็นวันซ้อมใหญ่ เจ้าอ๊อฟต้องมาโชว์ในเพลง “ใจกลางความเจ็บปวด” NaaToy นั้นไม่เคยเห็นเจ้านี่ซ้อมร้องมาก่อนเล้ย หรือ...ไม่อยู่ในสายตาก็ไม่รู้ ดูเจ้านี่เป็นครั้งแรกก็เอ่อ...ร้องงั้น ๆ แต่สุดท้ายมีปล่อยมุกด้วยการร้องไห้ ตอนเกือบ ๆ จะจบเพลง หันหลังปาดน้ำตา หันหน้ามาจะร้องเพลงต่อ ก็ร้องไม่ได้ น้ำตามันจะไหล ก็หันหลังไปปาดน้ำตาอีก จนเพื่อน ๆ ช่วยกันร้องจนจบเพลง หูย...น้องเอ๊ย ร้องไห้ได้แมนมาก ประมาณว่า... ตอนจบอินไปกับเพลง เห็นหน้าเพื่อน ๆ คิดว่าวันเสาร์เพื่อนออกไปคนนึง คำว่า...อ้างว้าง มันโดน ก็เลยร้องไห้ วันนั้นเจ้าอ๊อฟก็เลยได้ใจ NaaToy ไปเต็ม ๆ คอยลุ้นว่าวันเสาร์จะร้องไห้หรือเปล่าว้า

แต่...บอกตรง ๆ เลยว่า รุ่นนี้เก่งกันทุกคนเลย ไม่มีใครร้องเพี้ยนจนเว่อร์เหมือนบางรุ่นเลย ก็ประทับใจอยู่เหมือนกัน

จากนั้น NaaToy ก็เริ่มจับตามองเจ้านี่ ด้วยความนิ่ง ๆ แต่ในคลาสก็มีการเสนอความคิดเห็น ตอบคำถาม บ้างอะไรบ้าง แต่กลับดูดีเว้ยเฮ้ย ยิ้มก็โคตรเท่ห์เลย ซึ่งปกติ NaaToy ก็ชอบคนนิ่ง ๆ แต่ดูดีอยู่แล้วด้วย เหมือนเจ้ากู๊ดเอเอฟห้า เจ้ากู๊ดก็นิ่ง แต่พอยิ้ม หูย...มันจะน่ารักได้อะไรขนาดนั้น

พอถึงคลาสครูใหญ่ (คลาสโปรด) ครูรักให้เด็ก ๆ พูดถึงเพื่อน ๆ หะแรกก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอครูรักพูดประมาณว่าเจ้านี่เป็นผู้ชายที่กุญแจซอลพูดและมองหน้ามากที่สุด ประมาณว่ากจซ.ให้ความสนิทใจกับผู้ชายคนนี้มากกว่าคนอื่น ๆ แถมเจ้านิวตี้ก็ยังบอกว่าชอบที่จะแกล้ง ตุ้บตั้บ ผู้ชายคนนี้ แล้วก็เพิ่งมารู้จากคลาสนี้เองว่าเจ้านี่ชอบทำอาหารด้วย และด้วยความที่หน้าตากับทรงผมดูเซอร์เซอร์ เหมือนเฉินหลง ก็เลยเริ่มจะสนใจเจ้าอ๊อฟขึ้นมานิดส์นึง ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่เค้ย..ไม่เคยจะสนใจอะไร้เลย

วันเสาร์ก็ตั้งหน้าตั้งตาลุ้นว่า เจ้าอ๊อฟมันจะร้องไห้อีกหรือเปล่าว้า... ลุ้นจริง ๆ กลัวว่าน้อยจะคุมไม่ได้ แต่ก็รอดมาได้


** ขอบคุณภาพงาม ๆ เครดิตตามภาพค่ะ **

ว่าด้วยเรื่องของหอมชีส......(ตอน 1)

สืบเนื่องจากเรื่องที่แล้วได้เกริ่นไว้ว่าจะเล่าขานเรื่องราวคนโปรดของ NaaToy สักกะหน่อยนึง ชาญณรงค์ หอมชิต (อ๊อฟ) นั่นแหละ

เริ่มแรกที่ได้ดูการถ่ายทอดสดการคัด 12 คนเข้าบ้านน่ะ อ๊อฟเป็นคนแรกสุดที่ครูเป็ดประกาศว่าได้รับการคัดเลือกเป็นนักล่าฝันคนแรก ยังจำได้ที่ว่าก่อนครูเป็ดประกาศ มีการชมเจ้านี่ประมาณว่าอ๊อฟมีความเป็นผู้ชาย ผู้ชายที่พยายามเต้น พอครูเป็ดจะประกาศว่าเข้ารอบหรือเปล่า เจ้านี่ก็ประมาณว่าลุ้น ก็เงยหน้ามองเพดาน แทนที่จะมองคนพูด จนครูเป็ดบอกให้มองแก เอ่อ...มันก็ตลกดี คนมันกำลังลุ้น กำลังตื่นเต้นน่ะเนอะ พอประกาศว่าได้เจ้าอ๊อฟก็กระโดดดีใจสุดฤทธิ์ มือไม้เหมือนตำครกอะไรสักอย่าง เข้าใจว่าดีใจน่ะ แล้วตอนหยิบแผ่นป้ายเลือกเบอร์ เจ้านี่ก็ทำเหมือนเล่นเกมส์โชว์อย่างไงอย่างงั้น มีการให้คนดูช่วยเลือกด้วย เอ่อ...ตลกดีว่ะ

แต่ NaaToy ไม่ได้ประทับจิตประทับใจอะไรเจ้านี่มากมาย เนื่องจาก ไม่เห็นจะมีวี่แววมาก่อน (ประมาณว่าม้ามืด คล้าย ๆ กับเจ้าที) หน้าตาก็งั้น ๆ กรรมการเลือกมาได้ไง ยิ่งพอเห็นว่ามีป้ายไฟมาเชียร์อีก แรกสุดนึกว่ามาเชียร์อ๊อฟศุภณัฐ แต่อ๊อฟไม่มานี่นา ก็คิดไปอีกว่าโห...ลงทุนเฟ้ย ในใจกลับหมั่นไส้ตั้งกะแรกด้วยซ้ำ


นับตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา เจ้าชาญณรงค์ หอมชิต ก็กลายเป็นอ๊อฟวีสอง เอเอฟหก ไปในที่สุด

** ขอบคุณภาพงาม ๆ จากเจ้าของภาพ เครดิตตามภาพเลยค่ะ **

** สำหรับบางคนที่ไม่ได้ติดตามเอเอฟหกแล้วล่ะก็ ที่เรียกเจ้าอ๊อฟว่าหอมชีสสสส..นั้น มันมาจากการเพี้ยนเสียงของคำว่า "หอมชิต" ซึ่งเป็นนามสกุลเจ้านี่นั่นเอง **

เอเอฟหก

สืบเนื่องจากหนีไปติดเอเอฟหกนานถึงสามเดือน ข่าวสารบ้านเมืองแทบจะไม่รู้ ละคงละครก็ไม่ได้ติดตาม แทบไม่ได้ออกกำลังกายอีกต่างหาก เนื้อตัวอืดถืดไปหมด จบซีซั่นชีวิตกลับมาเป็นปกติเหมือนเคย

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ถึงจะมีกะจิตกะใจเข้ามาเขียนอะไรต่อมิอะไร เนื่องจากความขี้เกียจติดตามตัวตลอดเวลา ตอนนี้จะพยายามค่อย ๆ ดึงมันออกไปทีละนิด ๆ

แต่อย่างว่า ขอเขียนเรื่องราวเหล่านี้เกี่ยวกับเอเอฟหกก่อนแล้วกัน มันเป็นเรื่องราวที่ NaaToy รู้สึกสบายใจดี ก็เลยขอเขียนเก็บไว้หน่อยนึง

เริ่มเลยแล้วกัน...สุดยอดนักล่าฝันปีนี้ก็เป็นไปตามที่หลายคนเก็งไว้ เจ้าซานินั่นเอง เจ้านี่เก่งไปหมดทุกอย่าง สมควรแล้วน้อง สมควร ถ้าไม่ได้ที่หนึ่งรายการนี้ก็แย่แล้ว ยิ่งได้ดูในคอนเสิร์ต ถึงแม้จะดูทีวีก็ตาม แต่หนูนิก็เจ๋งสุดยอดจริง ๆ ร้องเพลงแบบเพลิน ๆ สบาย ๆ เหมือนเพลงร้องง่าย ๆ เจ๋งมาก กับเจ้าแอนอีกคน ร้องเพลงลีลาท่าทางสวยงามไปหมด ชอบมากมาย สมควรแล้วที่ได้เป็นที่หนึ่งและที่สอง ดีใจด้วยจริง ๆ

แต่สองคนนี้กลับไม่ใช่นักล่าฝันคนโปรดของ NaaToy แต่เป็น...วีสอง ชาญณรงค์ หอมชิต (อ๊อฟ) นั่นเอง ติดตามต่อไปแล้วกันว่า ทำไม NaaToy ถึงได้ชื่นชมเจ้าอ๊ออฟเป็นพิเศษ


** ขอบคุณภาพงาม ๆ เครดิตตามภาพเลยค่ะ **

Wednesday, August 5, 2009

ความดันโลหิตสูง(2)

ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่ไม่มีอาการ
ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจล้มเหลว โรคไตวาย และโรคอัมพาต ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ การตรวจวัดความดันสม่ำเสมอจะช่วยวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก และการควบคุมความดันโลหิตให้ได้ถึงเกณฑ์ปกติ ตั้งแต่เริ่มวินิจฉัยจะช่วยให้ไม่เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น


จะทำอย่างไร..เมื่อรู้ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
การรักษาโรคความดันโลหิตสูงที่เริ่มเป็น หรือระดับความดันโลหิตยังสูงไม่มาก จะเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งถ้าหากผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้ความดันโลหิตกลับมาอยู่ในระดับปกติได้ (ความดันโลหิตไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท) โดยไม่ต้องอาศัยการรับประทานยา

หลักการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อความดันโลหิตสูง

1. ลดน้ำหนัก : ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่น้ำหนักเกิน หรืออ้วน การลดน้ำหนักลงจะได้ประโยชน์ในการลดความดันโลหิตมาก การลดน้ำหนักลง 10 กิโลกรัม จะลดความดันโลหิตได้ 5-20 มิลลิเมตรปรอท ความจริงแล้วผลดีอื่นๆ ที่ได้จากการลดน้ำหนักมีมากกว่าการลดความดันโลหิต เช่น ป้องกันการเกิดเบาหวาน ภาวะหัวใจล้มเหลว ข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น ควรควบคุมไม่ให้ดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 25 กก./ตรม.
*** ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) ***

2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม : เมื่อได้รับ "เกลือ" หรืออาหารรสเค็มต่างๆ ร่างกายจะดูดน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น เป็นผลให้ปริมาณสารน้ำในร่างกายสูงขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้นและควบคุมได้ยาก ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม โดยไม่เติมเกลือน้ำปลาหรือซีอิ๊วในอาหารอีก นอกจากนั้นควรงดผงชูรสหรืออาหารที่มีผงชูรสอยู่มากด้วย เนื่องจากผงชูรสมีเกลือโซเดียมเช่นกัน ไม่แนะนำให้ใช้เกลือเทียม เช่น เกลือโปแตสเซียมแทนเกลือแกง เนื่องจากเป็นอันตรายได้ในผู้ที่มีไตเสื่อม อาหารที่แนะนำนอกจากไข่เค็มแล้วควรจะเป็นอาหารที่พลังงานต่ำ และมีไขมันจากสัตว์น้อย เพิ่มการรับประทานปลาแทนเนื้อหรือหมู และหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงต่างๆ ขนมหวาน เน้นผักและผลไม้ที่ไม่หวานจัดแทน

3. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ :การออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วๆ วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ครั้งละ 20-30 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากจะช่วยลดความดันโลหิตลงบ้างแล้วยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักได้ง่าย ไขมัน คอเลสเตอรอลชนิดดีเพิ่มขึ้น จิตใจแจ่มใส สำหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงมาก หรือผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย หากท่านไม่สามารถจัดเวลาเพื่ออกกำลังกายได้ แนะนำให้ทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ท่านทำอยู่แล้วแทน เช่น ใช้การเดินขึ้นบันไดแทนลิฟท์ เดินไปตลาดหรือทำงานบ้านด้วยตนเอง

4. งดบุหรี่:การสูบบุหรี่มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วขณะ แม้ว่าการเลิกบุหรี่อาจไม่มีผลลดความดันโลหิตในระยะยาว แต่ไม่สูบบุหรี่จะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจ ถุงลมโป่งพอง มะเร็งอีกหลายชนิด และยังเป็นผลดีต่อสุขภาพของคนใกล้ชิดอีกด้วย

5. ลดแอลกอฮอล์: แม้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยๆ อาจช่วยเพิ่มไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดีได้บ้าง แต่ไม่แนะนำให้ดื่มเนื่องจากผลเสียของการดื่มแอลกอฮอล์มีมากกว่าผลดี อย่าเชื่อโฆษณาที่แนะนำให้ดื่มไวน์เพื่อสุขภาพ หากท่านดื่มอยู่แล้ว ก็ควรจำกัดปริมาณให้น้อยกว่าวันละ 2 แก้ว

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิตและลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่หากหลังการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วยังไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ การรักษาโรคโดยการใช้ยาเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอหลังจากที่ทราบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง(1)

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ ที่ ๆ NaaToy ทำงานมีการบรรยายเรื่อง "เพื่อสุขภาพความดันที่ดีกว่า" ฟังแล้วมันน่าสนใจดี เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรเฝ้าระวัง ก็เลยหาข้อมูลเป็นภาษาไทยมาให้อ่านกัน เพื่อเป็นการย้ำเตือนถึงโทษของโรคนี้ เรื่องราวนี้นำมาจาก http://www.bangkokhealth.com/ ขอขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ

ภาวะความดันโลหิตสูง พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วโลก เป็นภาวะเรื้อรังที่พบได้บ่อยในคนไทยและสามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีการง่ายๆ

อย่างไรจึงจะเรียกว่าความดันโลหิตสูง
โดยปกติผู้ที่อายุไม่ถึง 40 ปี ความดันโลหิตไม่ควรเกิน 140/90 มม.ปรอท ค่าความดันตัวบนอาจจะเพิ่มขึ้นตามอายุ จะทราบค่าความดันโลหิตตัวบนปกติของแต่ละอายุได้ โดยนำจำนวนอายุมาบวกกับ 100 โดยทั่วไปความดันตัวบนไม่ควรเกิน 160 มม.ปรอท และความดันตัวล่าง (ในผู้ใหญ่) ไม่อายุเท่าไหร่ก็ตามไม่ควรเกิน 90 มม.ปรอท

อาการสำคัญที่พบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง คือ
- ปวดศีรษะ มึนงง โดยทั่วไปจะปวดบริเวณท้ายทอย และมักจะเป็นในตอนเช้า ถ้าความดันโลหิตสูงมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจะมีอาการคลื่นไส้ และตามัวร่วมด้วย ในบางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย
- เหนื่อยง่าย เนื่องจากหัวใจต้องทำงาน
- เลือดกำเดาออก

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีความดันโลหิตสูงแล้วไม่รักษาหรือรักษาและปฏิบัติตัวไม่สม่ำเสมอ
- สายตาเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว หรือตาบอด หลอดเลือดในตาอาจตีบตันหรือแตกมีการตกเลือดในตาหรือบวมในชั้นตาที่รับภาพ
- อาการทางสมอง หลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาจชักหรือไม่รู้สึกตัว และอาจเกิดอัมพาตถ้ารักษาไม่ทัน
- หัวใจล้มเหลว จากการที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องทำงานมากขึ้น จึงทำให้หัวใจโต เกิดอาการเหนื่อย หอบหายใจลำบาก โดยเฉพาะทางกลางคืน และภาวะความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อขาดเลือดจนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
- ไตพิการ หรือไตอักเสบ เกิดอาการบวม

ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีชีวิตยืนยาวได้เช่นคนปกติหรือไม่
สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงไม่มาก และได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกต่อเนื่อง และปฏิบัติตัวอย่างสม่ำเสมอโดยยังไม่มีภาวะหัวใจโต หรือกล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้น ไม่มีภาวะไตวาย และหลอดโลหิตยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนักมีโอกาสจะมีชีวิตยืนยาวได้เช่นคนปกติ แต่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงแล้วควรได้รับดูแลการรักษาอย่างต่อโดยแพทย์เฉพาะทางมิเช่นนั้นแล้ว โอกาสที่จะมีชีวิตยืนยาวย่อมน้อยลง

Sunday, July 5, 2009

Sitting Disease กับ การเดินเพื่อสุขภาพ

แต่ละวันพวกเราส่วนใหญ่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือไม่ก็นั่งทำงานทั้งวัน “Sitting Disease” โรคที่ไม่ธรรมดานี้ปัจจุบันฆ่าพวกเรามากขึ้นกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก ในการวิจัยไม่นานมานี้กับประชากร 37,000 คน พบว่าการใช้ชีวิตด้วยการนั่งเกือบทั้งวัน นับตั้งแต่ลงจากเตียง ขับรถ นั่งเก้าอี้ โซฟา ทำให้เกิดโรคร้ายที่ผลต่อสุขภาพอย่างยิ่ง น่าจะรวมทั้งเด็ก ๆ ที่นั่งเรียนเกือบทั้งวัน กลับบ้านมาทำการบ้าน นั่งดูทีวี และนั่งเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์

มันผิดที่เรานั่งมากจนเกินไป ทำไมล่ะ การนั่งทำให้เกิดการเสริมสร้างไขมันอันตรายที่เรียกว่า visceral fat เป็นไขมันซึ่งอยู่ลึกภายในท้อง รอบ ๆ อวัยวะภายในและเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง และโรคอื่น ๆ

การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุดที่ทุกคนทำได้
- เดิน 30 นาทีทุกวันลดช่วยความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้ 30-40%
- สาว ๆ ที่เดิน 1-2 ไมล์ (ประมาณ 3 กม.) สัปดาห์ละ 3 ครั้งช่วยลดเซลไขมันที่ท้องได้ 18% ภายในสี่เดือน
- ลดความเครียด จากงานวิจัยพบว่าการเดินช่วยให้เราหลับได้เร็วขึ้น 15 นาที และหลับได้นานขึ้น
- การเดินเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายที่ดีที่สุดที่ทำให้คุณสามารถควบคุมเบาหวานประเภท 2 ได้
- ไม่ต้องเดินเร็วก็ให้ผลเช่นเดียวกันคนที่เดินช้ากว่าในระยะทางที่ไกลกว่า


กำจัดเจ้าโรค "Sitting Disease" ด้วยการเดินทุกวัน คุณจะได้ประโยชน์ทางสุขภาพมากมายถ้าคุณได้เดินนอกสถานที่ท่ามกลางสายลมแสงแดด แต่ถ้าคุณไม่พร้อมล่ะก็ อย่างน้อยคุณต้องลุกออกจากโซฟาหรือเก้าอี้ ห่าง ๆ จากจอคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือออฟฟิซก็ตามด้วยการเดินสัก 15-30 นาที ลุกขึ้นขยับตัวกันเถอะ

แปลและเรียบเรียงจากezinearticle

ว่าด้วยเรื่องของการลดไขมันเฉพาะจุด

ว่ากันว่า : บริหารกล้ามเนื้อส่วนไหน ส่วนนั้นก็จะลด (ลดไขมันเฉพาะจุด - spot reduction)

ความเป็นจริง : พันธุกรรมเป็นตัวกำหนดบริเวณที่ลดไขมัน

กล้ามเนื้อไม่สามารถควบคุมไขมันที่อยู่เหนือตัวมันเองกับผิวหนังได้ คุณคงเคยพยายามลดไขมันเฉพาะจุด ฝึกท่า squat เพื่อลดต้นขา บริหารหน้าท้องด้วยอุปกรณ์ เข้าคลาสเพื่อบริหารสะโพก

คำถามที่พบกันบ่อย ๆ เช่น
1) วิธีใดที่ดีที่สุดในการกระชับต้นขา หน้าท้อง และหลัง?
คำว่ากระชับนั้นทำให้เราสับสน แล้วตกลงมันแปลว่าอะไรกันล่ะ เราคงคิดกันว่ามันหมายถึงการทำให้กล้ามเนื้อชัดขึ้น แต่จริง ๆ แล้วที่พวกเราต้องการก็คือไขมันที่ลดน้อยลง และที่ถูกมองข้ามกันบ่อยก็คือความจริงที่ว่ากล้ามเนื้อจะเห็นชัดขึ้นด้วยการลดชั้นไขมันที่มันปกปิดกล้ามเนื้อไว้ ไม่มีการบริหารเฉพาะท่าใด ๆ ที่จะเสริมสร้างความชัดของกล้ามเนื้อด้วยการย้ายไขมันออกจากบริเวณนั้น งั้นคำตอบคืออะไรกันล่ะ ก็คือการลดไขมันในร่างกายนั่นเอง หรืออีกนัยหนึ่ง แค่บริโภคแคลอรี่น้อยกว่าที่เบิร์น จนกระทั่งถึงระดับไขมันที่คุณพอใจ weight training นั้นเสริมสร้างกล้ามเนื้อขณะที่คุณลดน้ำหนัก เมื่อถึงจุดมุ่งหมาย คุณจะมีกล้ามเนื้อกระชับมากขึ้น และกล้ามเนื้อที่ใหญ่ขึ้นนั้นทำให้รูปร่างดูเป็นสัดเป็นส่วนขึ้น


2) ฉันจะกำจัดไขมันส่วนเกินเฉพาะต้นขาออกได้อย่างไร?
ไม่สามารถ ลองคิดดูซิ ต้นขาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่เคลื่อนไหวแทบจะตลอดเวลา แต่สุดท้ายมันก็ยังมีไขมัน การที่คุณบริโภคน้อยกว่าการเบิร์น (calorie deficit) ไขมันในร่างกายจะจากไปไม่ว่าจะเป็นบริเวณใดของร่างกาย กลไกทางพันธุกรรมดึงมันจากไป โดยทั่วไปแล้วที่ท้ายสุดคือที่แรกสุดที่ออกไป แต่มันก็เปลี่ยนไปตามอายุของคุณอีกนั่นแหละ และอีกครั้งถ้าคุณบริโภคแคลอรี่น้อยลงกว่าที่คุณเบิร์น ไอ้สิ่งที่ติดอยู่กันต้นขาของคุณก็จะจากไป แต่มันอาจจะเป็นลำดับสุดท้ายที่จากไปก็ได้


แปลและเรียบเรียงเรื่องราวดี ๆ จาก ezinearticle

Tuesday, June 23, 2009

การออกกำลังกายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สืบเนื่องจากหัวข้อบทความ อ่านแล้วน่าสนใจว่า ทำไมออกกำลังกายแล้วยังเป็นโทษอีก ก็เลยอ่าน มันน่าสนใจดี ก็เลยแปลออกมาให้ผู้อ่าน 5-6 คนได้อ่านกัน บอกไว้ก่อนว่า NaaToy ไม่มีความรู้เรื่องราวเหล่านี้มากนัก แต่ก็พยายามค้นหาข้อมูลมาเพื่อให้ตัวเองเข้าใจ และคิดว่าผู้อ่านอีก 5-6 คน ก็น่าจะพอเข้าใจได้ ขอให้ลองอ่านกันดู

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพส่วนใหญ่บอกไว้ว่าการออกกำลังกายนั้นสำคัญกับสุขภาพ แล้ว…มันจะส่งผลร้ายอย่างไรกันล่ะ จงอ่านต่อไปคุณจะพบว่าทำไม

การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญอาหาร และประโยชน์หลัก ๆ ก็คือการไหลเวียนของโลหิต และระบบการหายใจ คุณสามารถสังเกตข้อดีเหล่านี้ได้ง่าย ๆ เมื่อเปรียบเทียบคนที่แอคทีฟอยู่เสมอกับคนที่นั่ง ๆ นอน ๆ ทั้งวัน

แต่…การออกกำลังกายก็ก่ออันตรายได้เหมือนกัน เนื่องจากการออกกำลังกายนั้น ทำให้ร่างกายใช้ออกซิเจนมากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญ ขณะที่เซลทำปฏิกิริยากับออกซิเจนมากเกินไป จึงเกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเสมือนของเสียในร่างกาย

แม้ว่าอนุมูลอิสระนั้นยากที่จะวัดได้โดยตรง แต่ก็เป็นที่รู้ทั่วไปว่า เป็นสิ่งนำมาซึ่งเชื้อโรคและความชรา รวมทั้งมะเร็งซึ่งกระทบต่อดีเอ็นเอ เยื่อหุ้มเซล และส่วนสำคัญอื่น ๆ ในร่างกาย

ข่าวดีก็คือจากการศึกษาพบว่าร่างกายคนเราปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเมื่อเราออกกำลังกาย ทำให้กลไกในการกำจัดอนุมูลอิสระดีขึ้น คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและกินอาหารถูกหลักโภชนาการเพื่อต่อต้านอนุมูลอิสระนั้น อาจจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากกว่าอันตรายที่เกิดจากการเพิ่มอนุมูลอิสระ

ข่าวร้ายก็คือการศึกษาที่กล่าวข้างต้นนี้พบว่าการออกกำลังกายเป็นครั้งคราว เช่น การออกกำลังกายเต็มที่ในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลอันตรายด้วยการเพิ่มอนุมูลอิสระและทำลายเนื้อเยื่อ โดยไม่ได้ทำให้กลไกของร่างกายในการลดอนุมูลอิสระดีขึ้น นี่เป็นหนึ่งในบรรดาเหตุผลว่าทำไมมันจึงเป็นความคิดที่ดี ที่เราค่อย ๆ เพิ่มความหนักในโปรแกรมการออกกำลังกาย แต่มันยังหมายถึงว่าคุณควรออกกำลังกายเสมออีกด้วย

*** ข้อมูลเพิ่มเติม *** อนุมูลอิสระเป็นสารไม่คงตัว มีพลังงานสูง เป็นผลให้เกิดการทำงานของเซลล์ผิดปกติ ร่างกายจึงเกิดโรคและพยาธิสภาพต่างๆ เช่น ผนังหลอดเลือดแข็งตัว ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ การทำลายเนื้อเยื่อ รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดความชราและความเสื่อมของเซลล์ นอกจากนี้ สารอนุมูลอิสระยังสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุให้กลายไปเป็นเซลล์มะเร็ง

⇒ แหล่งที่มาของอนุมูลอิสระสามารถแบ่งได้อย่างง่ายๆ คือ
1. อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเองภายในร่างกาย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการ เผาผลาญของร่างกาย การออกกำลังกายอย่างหักโหม ความเครียด
2. อนุมูลอิสระจากภายนอกร่างกาย เช่น
(1) การติด เชื้อทั้งแบคทีเรียและไวรัส
(2) การอักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุของกลุ่มโรคภูมิต้านทานตัวเอง (autoimmune diseases) เช่น โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี รังสีอัลตราไวโอเลต จากแสงแดดกระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระบริเวณผิวหนัง

Wednesday, June 17, 2009

วิ่งหรือเดิน-อะไรจะดีกว่ากัน???

ว่ากันว่าการวิ่งนั้นดีกว่าการเดิน แต่…ความจริงก็คือการวิ่งไม่ได้ให้ผลอะไรมากมายไปกว่าการเดิน เช่น ถ้าคุณวิ่งหนึ่งไมล์ด้วยเวลา 6 นาที วันต่อมาคุณเปลี่ยนเป็นเดินเร็วระยะทางหนึ่งไมล์ใช้เวลา 13 นาที ปริมาณแคลอรี่ที่ถูกเบิร์นนั้นก็เท่ากัน แตกต่างกันเพียงเวลาในการวิ่งที่เร็วกว่าการเดิน นอกจากนี้การวิ่ง อาจทำให้เข่าของคุณเจ็บจากการกระแทกมากกว่าการเดิน

เพื่อหาว่าสิ่งใดที่ดีสำหรับคุณ ทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับสุขภาพของคุณ ถ้าคุณสุขภาพดีและไม่มีปัญหากับการวิ่ง การวิ่งมันก็ดีสำหรับคุณ ใช้เวลาน้อย แถมคุณยังมีเวลาอีกเหลือเฟือในการออกกำลังกายอื่น ๆ แต่…ถ้าคุณไม่แข็งแรงและเข่าไม่ดี การเดินเร็วนั้นดีกว่าแน่นอน การวิ่งหรือเดินเร็วสักหนึ่งไมล์อาจเป็นอันตรายสำหรับคนที่หัวใจไม่ดีได้

นักกีฬาอาจรู้สึกว่าการวิ่งนั้นดีกว่า เพราะการเพิ่มของระดับ adrenaline และความที่เหงื่อแตกท่วมตัว รวมทั้งหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น ความคิดเห็นอื่น ๆ ว่า การเดินเร็วนั้นดีกว่าเพราะหัวใจนั้นเต้นเร็วด้วยระยะเวลาที่ยาวนานกว่า ถ้าการวิ่งหนึ่งไมล์ใช้เวลา 6 นาที และการเดินเร็วใช้เวลา 13 นาที ต่างกัน 7 นาทีในการเต้นเร็วของหัวใจ การที่หัวใจเต้นเร็วนั้นทำให้ปริมาณแคลอรี่ที่ถูกเบิร์นนั้นมากขึ้น นี่เป็นความจริง แต่….มีนักวิทยาศาสตร์อีกมากที่พยายามพิสูจน์ว่าเดินหรือวิ่งนั้น สิ่งใดดีกว่า ความจริงก็คือการที่คุณออกกำลังกายใด ๆ ก็ตามมันก็ดีต่อสุขภาพนั่นแหละ มันไม่มีข้อจำกัดใด ๆ นอกเสียจากแพทย์สั่ง ขอให้คุณจงมีความสุขกับการวิ่งและการเดิน

ส่วนตัว NaaToy แล้ว รู้สึกว่าการวิ่งทำให้เนื้อตัวกระชับขึ้น แต่มันก็ส่งผลกับเข่าเหมือนกัน แต่พอรู้สึกปวดเข่า ก็จะเปลี่ยนเป็นเดิน หรือไม่ก็ปั่นจักรยานแทน อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคลล่ะนะ

แปลและเรียบเรียงเรื่องราวจาก ezinearticle เช่นเคย

Friday, June 12, 2009

สัญญาณเตือน 9 ประการของการ Overtraining

Connie นักกีฬาสาว อายุเกือบสามสิบ เธอกังวลใจว่าเธอออกกำลังกายในยิมมากไปหรือไม่ เธอจึงปรึกษากับฝรั่งผู้เขียน ซึ่งเป็นหมอฝังเข็ม เธอว่าเธอออกกำลังกายทุกวัน ทั้ง cardio และ weight training แต่ทำไมเธอจึงป่วยบ่อย นอนไม่ค่อยหลับ และเหนื่อยจนเป็นนิสัย หลังจากเสวนาปราศรัยแล้ว Connie คิดว่าอาจจะเป็นเพราะเธอออกกำลังกายมากเกินไป เธอจึงตกลงใจว่าจะหยุดออกกำลังกายหนัก ๆ ไปเล่นเบา ๆ แทน เช่น การเดินในสวนสาธารณะแถวบ้าน

ฝรั่งผู้เขียนบอกว่า เขาเชื่อว่าการออกกำลังกายเป็นน้ำพุแห่งความเยาว์วัย และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น เราทุกคนเข้าใจกันว่าออกกำลังกายบ้างนั้นดีต่อสุขภาพ แล้วก็เลยทำให้พาลเข้าใจกันว่า ยิ่งเล่นมาก ๆ มันก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ซินแสชาวจีนกล่าวไว้ว่า การเดินสายกลางเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งสุขภาพและอายุที่ยืนยาว

การออกกำลังกาย บางครั้งมันยากที่จะบอกได้ว่าคุณฝึกมากเกินไปหรือเปล่า ฝรั่งผู้เขียนบอกว่า เขามีเพื่อนที่ออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการวิ่งหรือปั่นจักรยานระยะไกล แต่กลับเป็นหวัดบ่อยครั้ง การที่ภูมิคุ้มกันลดลงนั้นก็เป็นสัญญาณหนึ่งที่เตือนว่า คุณใช้เวลาในยิม ถนน หรือที่สระน้ำมากเกินไปแล้ว สัญญาณอื่น ๆ ของ overtraining ได้แก่

– เกิดอาการบาดเจ็บบ่อย หรืออาการบาดเจ็บนั้นดูเหมือนรักษาไม่ได้
– ขาดความกระตือรือร้น อีกทั้งเกิดการเบื่อหน่ายในการออกกำลังกาย ขาดแรงจูงใจหรือหมดความสนุกสนานในกิจกรรมของคุณ
– เหนื่อยล้า หมดพลัง
– นอนไม่หลับ นอนไม่พอ
– ปวดกล้ามเนื้อ
– ประสิทธิภาพในการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ลดลง
– ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย เกิดอาการหดหู่ในหัวใจ
– เบื่ออาหาร

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดี แต่จงจำไว้ว่าทุกสิ่งมีสมดุลย์ การเคลื่อนไหวของหยางต้องสมดุลย์กับหยิน

แปลและเรียบเรียงจาก ezinearticle