Wednesday, April 29, 2009

ทำไมการ Spinning และการนั่งบริหารร่างกายจึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ปัจจุบันพวกเราส่วนใหญ่นั่งทำงาน นั่งรถ เป็นเวลานาน แถมยังนั่งออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็น weight machines หรือ spinning class และแม้กระทั่งในบ้าน

อุปกรณ์ออกกำลังกายสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้ฝึกนั่งออกกำลังกาย แต่สิ่งที่เราต้องการนั้นมันมากกว่านั่ง ไม่เพียงแค่ลำตัวจะไม่ได้ทำงานแล้ว แต่ยังเกี่ยวเนื่องกับความยากลำบากในการควบคุมร่างกายให้สมดุลย์ ขณะที่เรานั่งนั้น hip flexors (กล้ามเนื้อที่ใช้งอสะโพก) จะหดตัว เกิดขึ้นเนื่องจาก hip flexors ยึดกระดูกสันหลังบริเวณหลังล่าง ประกอบกับการยึดกล้ามเนื้อหน้าท้องผิดที่ผิดทาง ยิ่งทำให้แย่ไปกันใหญ่

นั่นก็คือ เมื่อเรานั่งออกกำลังกาย บริเวณหลังล่างจะถูกกระทบโดยตรง และเมื่อบริหารหน้าท้องไม่ถูกหลักแล้ว อาการบาดเจ็บจะเกิดขึ้น

ต่อไปนี้คือสองตัวอย่างของการบริหารร่างกายที่จะช่วยบรรเทาและสร้างความแข็งแรงให้กับบริเวณที่อ่อนแอนั้น











Hip Extensions และ Bulgarian Split Squat
การออกกำลังกายทั้งสองประเภทนี้จะช่วยยืดบริเวณสะโพก เป็นการเคลื่อนไหวตรงกันข้ามจากการนั่ง เราควรรวมเอาการบริหารร่างกายประเภทนี้เข้าไว้ในโปรแกรมการฝึกด้วย นอกจากนี้มันยังช่วยกระตุ้นกลุ่มกล้ามเนื้อมัดสำคัญที่ยึดระหว่างหน้าท้อง กล้ามเนื้อหลังล่าง ขา และก้น ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดเดียวกันซึ่งไม่ได้ใช้งานเลยเมื่อเรานั่งเป็นประจำ

กรณีที่คุณ biking and spinning บ่อย ๆ แน่ใจด้วยว่า คุณสร้างสมดุลย์ด้วย hip extension และบริหารร่างกายชนิดตั้งตัวตรง มันจะช่วยหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงขึ้นด้วย

*** อ่านแล้วอาจจะเข้าใจยากไปสักนิด เนื่องจาก NaaToy ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรนัก แต่…มันน่าสนใจดี จึงแปลมาให้ผู้อ่าน 4-5 คน ได้อ่านกัน ***

ขอขอบพระคุณ ezinearticles.com เช่นเคย

Tuesday, April 28, 2009

การออกกำลังกายสำหรับสาว ๆ ด้วย 3 สเตปง่าย ๆ

สเตปแรก-การเดิน
เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด แถมยังช่วยเบิร์นไขมันอีกด้วย เป็นการออกกำลังกายที่ไม่สร้างความเครียด เราทุกคนสามารถทำได้ สำหรับคนอ้วนแล้วการเดินควรเป็นสิ่งแรกก่อนการวางแผนออกกำลังกายในอนาคต การเดินนั้นทำได้ทุกที่ อาจจะมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บได้บ้างเล็กน้อย ควรเริ่มจากการเดินวันละประมาณ 15-20 นาทีในสัปดาห์แรก และค่อย ๆ เพิ่มอีก 5-10 นาทีในแต่ละสัปดาห์ และสัปดาห์ที่สี่ควรเดินวันละประมาณ 45 นาที พัฒนาไปสู่สเตปสองในสัปดาห์ที่ห้าของการออกกำลังกาย

สเตปสอง-การเดินเร็วและการจ้อกกิ้ง
คุณควรเคยชินกับการออกกำลังกายทุกวันแล้วเมื่อย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ห้า สัปดาห์นี้มีกิจกรรมที่ต้องออกแรงเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญ เริ่มจากเดินเพื่ออบอุ่นร่างกายสัก 5 นาที จากนั้นเพิ่มความเร็วอีกสัก 3-6 นาที เพื่อกระตุ้นร่างกายให้พัฒนาต่อไป หลังจากเดินเร็วสัก 3-6 นาทีแล้ว วิ่งเบา ๆ สัก 2 นาที เพื่อสิ้นสุดการฝึกแบบ interval ทำซ้ำอีก 2 รอบ ค่อย ๆ เพิ่มเป็น 4 ครั้ง เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 8 รูปร่างและน้ำหนักควรจะลดลง


สเตปสาม- weight training
เริ่มจากการยกน้ำหนักเบา ๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อนั้นช่วยให้เบิร์นได้เร็วขึ้นกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่น การยกเวทควรเริ่มจากกลุ่มกล้ามเนื้อมัดหลัก ซึ่งเป็นการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อในอัตราเร็วขึ้น ช่วยเบิร์นไขมันได้เร็วขึ้นด้วย กล้ามเนื้อมัดหลักได้แก่ หลังบน ต้นขา อกบน ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้งและน้ำหนักในแต่ละสัปดาห์เพื่อให้การฝึกเข้มข้นขึ้น ที่ดีที่สุดคือสัปดาห์ละ 4 วัน ๆ ละประมาณครึ่งชั่วโมง


ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก ezinearticle.com เช่นเคย

Monday, April 27, 2009

คุณ ๆ จ๋า วิ่งแล้วอ้วนขึ้นหรือเปล่าจ๊ะ???

ลองจินตนาการดู ประมาณว่าเราอยู่ในสมัยโบราณ เข้าป่าล่าสัตว์ เก็บผลไม้ กินเป็นอาหาร เก็บไม้มาทำเชื้อเพลิง ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่เกี่ยวกับการวิ่ง โดยธรรมชาติแล้ว บรรพบุรุษของเราจะวิ่งเมื่อเจออันตรายเท่านั้น เมื่อเจอเสือ ก็จะวิ่งหนี แต่…นอกจากนั้นจะวิ่งเพื่ออะไรล่ะ และเมื่อต้องล่าสัตว์ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องวิ่งเร็วจี๋ไปจับกวาง ต้องค่อย ๆ คืบคลานไปจับมัน การวิ่งหนีเสือที่ไล่กวดมานั้น ทำให้ฮอร์โมน cortisol เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันโลกของเรานั้นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เราไม่จำเป็นต้องเข้าป่าล่าสัตว์ เก็บผลไม้กินเป็นอาหารอีกต่อไป เราไม่จำเป็นต้องไม้มาทำเชื้อเพลิง แต่…เรากลับมีเรื่องเครียด ๆ ด้านการเงิน ความสัมพันธ์ และสุขภาพแทน ถึงแม้ว่าเราไม่ต้องวิ่งหนีเสือแล้ว แต่…ฮอร์โมน cortisol ก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้น

cortisol สูงเกินไปเกิดจากความเครียด ในกรณีนี้เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นจากความต้องการลดน้ำหนัก cortisol เป็นฮอร์โมน catabolic (ปฏิกิริยาที่ทำลายกล้ามเนื้อตัวเอง เพื่อนำสารอาหารมาใช้) การฝึกคาร์ดิโอมากเกินไป จะเพิ่มระดับฮอร์โมน cortisol ทำลายกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อถูกทำลาย ระบบการเผาผลาญก็จะช้าลง ฝึกมากขึ้น ๆ น้ำหนักตัวจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

ดูแล้วมันอาจจะดูแล้วเลวร้ายเสียเหลือเกิน แต่…วิธีที่จะแก้ไขนั้นไม่ยาก คุณฝรั่งผู้เขียนเค้าบอกไว้ว่า ถ้าคุณฝึกคาร์ดิโอมากเกินไป คุณอาจจะจำเป็นต้องหยุด หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็น interval system แทน และเพิ่มการยกน้ำหนักเข้าไปด้วย การยกน้ำหนักสัปดาห์ละ 3-5 ครั้งนั้นดีต่อสุขภาพ มันจะให้ประโยชน์เหมือนกับการฝึกคาร์ดิโอ แต่จำไว้ว่า เมื่อคุณยกน้ำหนักคุณต้องใช้ความพยายามด้วย คนที่ไม่ตั้งใจฝึก มันก็ไม่เวิร์ค การจะให้เวิร์ค คุณต้องตั้งใจ เหงื่อต้องออก และต้องเปลี่ยนแปลงน้ำหนักที่ยกอยู่เสมอด้วย

ขอขอบคุณเรื่องราวจาก ezinearticle

Friday, March 27, 2009

เดอะมาสเตอร์(4)

สัปดาห์ที่สี่สัปดาห์สุดหิน น้อง ๆ เป็นโปรดิวเซอร์เอง ส่วนพี่ ๆ โปรดิวเซอร์จะคอยช่วยตามสั่ง มีน้อง 2 คนที่แต่งเพลงเอง แต่งทำนองเอง ก็คือ วิทย์ กับมิวสิค ส่วนน้องคนอื่น ๆ ยืมมือนักแต่งเพลงจริง ๆ เพราะติดงานข้างนอก ต้อลแต่งทำนองเอง ตี๋ก็คล้าย ๆ ว่าแต่งทำนองเอง คำร้องเองเหมือนกัน ส่วนตุ้ย รายนี้คิวทอง มิมีเวลาจะแต่งเพลงหรือทำนองได้ ก็ยืมมืออาชีพช่วยทำให้

แต่ละคนจะต้องร้องสองเพลง เพลงหนึ่งคือเพลงสากล และอีกเพลงหนึ่งคือเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่

โชว์ของแต่ละคน แสดงให้เห็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนคะแนนโหวตนั้นคนที่แต่งเพลง แต่งทำนองเอง กลับคะแนนต่ำ ก็เข้าใจว่ามันขึ้นอยู่กับแฟนคลับของแต่ละคน และการที่โหวตเฉพาะค่ายของมือถือนั้น ถ้าเหมือนเมื่อสมัยก่อนตอน AF1 และ 2 คะแนนก็น่าจะต่างจากนี้ แต่ก็เข้าใจน่ะนะ

คนที่โชว์ได้ดีที่สุด ขนาดที่คณะกรรมการให้เป็นสุดยอดของเดอะมาสเตอร์คืนสุดท้ายนั้น กลับได้คะแนนโหวตต่ำที่สุดของโชว์ ก็คือ วิทย์ AF1 เค้ามีการเอาคอรัสขึ้นมาคอรัสหน้าเวทีด้วย เหมือนกับเป็นการให้เกียรติอย่างหนึ่ง ได้ใจมาก ๆ เป็นโชว์ที่เหมือนกับของต่างประเทศก็มิปาน เจ๋งมากมาย

เกือบลืมบอกไปว่า สุดท้ายแล้วเดอะมาสเตอร์ในซีซั่นนี้ก็คือ ต้อล นั่นเอง คะแนนนำโด่งมาตั้งกะวันจันทร์ ไม่ผิดโผเลยซักติ๊ด

จบรายการนี้แล้ว ก็เข้านอนเป็นปกติคือประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง มันเหมือนนอนมากเกินไป ตื่นมาก็ยังง่วงผิดปกติ ตอนที่ดูรายการนี้ นอนประมาณตี 1 ตื่นขึ้นมาปกติดี ไม่มีการง่วงนอนช่วงเช้า สงสัยต้องอาศัยการปรับตัวอีกมากมาย

*** ขอขอบคุณภาพสวย ๆ จากคนดี ๆ เครดิตตามภาพค่ะ ***

เดอะมาสเตอร์(3)

สัปดาห์ที่สาม เหลือเพียงสองทีม งานเพลงยาก แต่ก็สนุกดี เห็นการทำงานยาก ๆ ของการทำเพลง เด็ก ๆ เครียด โปรดิวเซอร์ก็เครียด เพราะไม่รู้แนวทางของเพลงจะออกมาแบบไหน จนกระทั่งเจ้าของโจทย์คือ คุณบอย เข้ามาไขความกระจ่าง ทำให้คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีก คือ เด็ก ๆ ร้องลูกทุ่งกันไม่ค่อยเป็น ส่วนคนที่เป็น (เจ้าอ๊อฟ)ก็ออกไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ต้าถึงกับต้องโทรไปปรึกษาอ๊อฟ ให้ช่วยแนะว่าควรจะร้องอย่างไรกันบ้าง สัปดาห์นี้อ๊อฟเป็นพระเอก Hot ที่สุด ก็เลยทำให้รู้ว่า เด็กคนนี้ดีนะ ห่วงใยเพื่อน ๆ ช่วยเหลือเพื่อนสุดฤทธิ์ ถึงกับเข้ามาในบ้านนี้อีกครั้ง มาเยี่ยมแล้วก็มาแนะนำเพื่อน ๆ ถึงเนื้อถึงตัวกันเลยทีเดียว จึงเข้าใจว่าทำไมแฟนคลับถึงรักเด็กคนนี้นัก

สัปดาห์นี้ทีม M2 หลุดออกไป น้ำตาแฟนคลับไหลท่วมท้นทีเดียว ส่วนใหญ่พูดกันในแง่ว่าทีมนี้เป็นทีมสนุก ไม่เก่งมากแต่น่ารัก เป็นทีมเวิร์ค น่ารักกันดีทั่วทุกคน

เดอะมาสเตอร์(2)

สัปดาห์ที่สอง เด็ก ๆ กับโปรดิวเซอร์ปรับตัวได้แล้ว ลงตัวกันมากขึ้นแล้ว โจทย์ในสัปดาห์นี้เป็นของคุณโอม ชาตรี คงสุวรรณ ซึ่งจะต้องนำเพลงของคุณโอมมาทำให้เป็นแนวร็อค

การทำงานค่อนข้างเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะแนวร็อคค่อนข้างเป็นแนวที่เกือบทุกคนจะถนัด
แต่สัปดาห์นี้ต้องออกหนึ่งทีม นั่นก็คือทีม M3 นั่นเอง แฟนคลับก็เศร้ากันไป เพราะทุกคนในทีมค่อนข้างทำผลงานได้ดี NaaToy ค่อนข้างประทับใจทีมนี้ในสัปดาห์นี้ เพราะเห็นความเต็มที่ ไม่เกร็ง ทำโชว์สบาย ๆ และสนุก เต็มที่สุด ๆ โดยเฉพาะอ๊อฟ และพะแพง






--- อ๊อฟ ---












--- พะแพง ---











--- ทีม M1 ---














--- ทีม M2 ---












--- โปสเตอร์งาม ๆ ของทีม M3 ---





Thursday, March 26, 2009

เดอะมาสเตอร์(1)

NaaToy หายไปนานอีกแล้ว เนื่องจากว่าติดรายการ The Master ขอนำเอามาเขียนให้อ่านนิดส์นึง ให้พอชื่นใจอ่ะนะ มันก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพเหมือนกัน คือ สุขภาพทางใจไง ถ้าไม่ชอบใจยังไง ผู้อ่าน 3-4 คนก็ไม่ต้องอ่านไม่ว่ากันจ้ะ

มา...อธิบายทบทวนความทรงจำนิดส์นึง รายการนี้นำเอาที่หนึ่งและที่สองของเอเอฟแต่ละรุ่นมารวมกัน แถมอีกห้าคนซึ่งถูกแฟน ๆ โหวตเข้ามา ทั้งหมดทั้งมวลรวมเป็น 15 คนพอดิบพอดี
แบ่งเป็น 3 ทีม ๆ ละ 5 คน อันได้แก่





M1 – วิทย์ (AF1) ตุ้ย (AF3) ตี๋,มิวสิค,ต้อล (AF4)








M2 – จีน (AF1) ต้า (AF3) นัท (AF4) โบว์,รอน (AF5)







M3 – อ๊อฟ,พัดชา,พาส (AF2) พะแพง (AF4) นัททิว (AF5)




แต่ละวีคจะมีการนำเอา Master จริง ๆ มาให้โจทย์
วีคแรก เป็นคาราบาว โดยต้องมานำในสไตล์ของตนเอง
วีคที่สอง เป็นเพลงของโอม (ชาตรี คงสุวรรณ) และต้องนำมาแปลงเป็นสไตล์ร็อค
วีคที่สาม เป็นเพลงของคุณบอย โกสิยพงษ์ ต้องนำเพลงของคุณบอย มาเรียบเรียงเป็นสไตล์โมทาวน์ + ลูกทุ่ง
วีคที่สี่ ต้องแต่งเพลงเอง โปรดิวซ์กันเอง ซึ่งเพลงที่จะแต่งนั้น ทางมาสเตอร์ตัวจริง ได้กำหนดไว้ให้แล้ว

แต่ละทีมก็จะต้องทำเพลงใหม่เอง คิดโชว์เอง คิดหน้าปกเทปเอง
โดยมีทีมโปรดิวเซอร์ แดนซ์ เสื้อผ้า ฝ่ายโชว์ ฯลฯ มาร่วมด้วยช่วยกัน

วีคแรก คาราบาวให้โจทย์ว่า จะต้องนำเพลงคาราบาวที่ให้มาทำให้เป็นเพลงของตนเอง
เด็กเอเอฟก็สามารถทำได้ แต่ค่อนข้างจะกระท่อนกระแท่น ยังปรับตัวกันไม่ถูก
และตามคาด สัปดาห์แรกยังไม่มีใครต้องถูกออกไป

Sunday, February 15, 2009

ทำไมออกกำลังกายเท่าไหร่จึงไม่เห็นผลสักที???

เมื่อคุณออกจากยิมพร้อมเสื้อยืดเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ นั่นอาจจะแสดงว่าคุณน่าจะออกกำลังกายหนัก
แต่….แม้ว่าคุณจะไม่ได้เหงื่อในการฝึก ก็อาจจะได้ผลดีถ้าคุณฝึกหนักหน่วงขึ้น
หลายคนมักจะเดินทอดน่อง สบาย ๆ บนลู่วิ่ง หรือไม่ก็ออกกำลังกายด้วยการยกดัมเบลล์น้ำหนักเบา ๆ และสุดท้ายจะพบว่าไม่สามารถลดน้ำหนักได้ตามต้องการหรือไม่สามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ตามต้องการ ถ้าคุณไม่อยากเห็นผลอย่างนั้นคุณอาจต้องเพิ่มความหนักหน่วงในการฝึกมากขึ้น

บริหารกล้ามเนื้อให้หนักขึ้น
ถ้าคุณบริหารด้วยการยกน้ำหนัก จงหาน้ำหนักที่คุณสามารถยกได้ 15 ครั้ง จากนั้นก็พักสัก 45 วินาที เพิ่มน้ำหนักอีกสัก 3-5 ปอนด์ ยกอีก 10 ครั้ง พักอีกสัก 45 วินาที สุดท้าย เพิ่มน้ำหนักอีก 3-5 ปอนด์ และยกมากครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ครั้งที่แปดหรือเก้า แขนคุณควรล้า และควรรู้สึกว่ายกแทบไม่ขึ้นขึ้น ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น คุณต้องเพิ่มน้ำหนักให้มากขึ้น คุณต้องฝึกกล้ามเนื้อเพื่อให้เห็นผล เมื่อฝึกแล้วรู้สึกง่าย ๆ สบาย ๆ แล้ว ให้เพิ่มน้ำหนักมากขึ้นในแต่ละสเตป ใช้วิธีนี้กับการออกกำลังกายด้วยฟรีเวทเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เพิ่มความเร็ว
เมื่อคุณต้องการออกกำลังกายบนลู่วิ่ง คุณต้องเพิ่มความเร็ว อาจจะเริ่มด้วยสปีด 2 เพื่อวอร์มอัพ สัก 5-10 นาที เพิ่มความหนักหน่วงจนคุณรู้สึกล้าด้วยระดับ 5 สัก 5 นาที จากนั้นก็เพิ่มความหนักหน่วงด้วยระดับ 7-8 สัก 1 นาที จากนั้นก็ลดระดับลงเหลือ 5-6 สัก 5 นาที เพิ่มระดับเป็น 7-8 สัก 2 นาที และลดระดับลงเหลือ 5-6 สัก 4 นาที ทำเช่นนี้สัก 30 นาที จากนั้นค่อย ๆ ลดความหนักหน่วงไปยังระดับ 2 เพื่อคูลดาวน์ สัก 5-10 นาที หรือจนอัตราการเต้นของหัวใจลดลงเป็นปกติ เพิ่มความเร็วและความหนักหน่วงบนลู่วิ่งจะเพิ่มปริมาณแคลอรี่ที่เบิร์นและได้ประโยชน์กับระบบหัวใจและหลอดเลือด

สนทนาปราศรัยเอาไว้ทีหลังเหอะ
ขณะที่คนส่วนใหญ่ออกกำลังกายและพยายามลดเวลาระหว่างเซต บางคนไปออกกำลังกายเพื่อสนทนาปราศรัยเป็นหลัก เลิกคุยเล็กคุยน้อย เพราะคุณจะสูญเสียความหนักหน่วงที่ได้ขณะที่คุณกำลังพูดหรือคุย
คุณไม่สามารถออกกำลังกายและคุยไปด้วยในเวลาเดียวกัน คุณต้องตั้งใจในสิ่งที่คุณกำลังทำอย่างจริงจัง มันจะได้ผลมากขึ้นถ้าคุณฝึกโดยการลดหรือกำจัดเวลาในการสนทนาปราศรัยระหว่างเซต

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เห็นผลที่คุณต้องการได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก NaaToy <แปลจาก ezinearticle.com เจ้าเดิม>

Sunday, January 18, 2009

โชคดี (6)

หลายคนนึกสงสัยว่า เมื่อเจอกับสถานการณ์เลวร้ายในชีวิต เช่น เกิดภัยพิบัติ ไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เมื่อต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เช่น พ่อแม่ตาย ลูกตาย จะยังให้พูดว่าขอบคุณ จะให้พูดว่าโชคดีได้อย่างไร

การคิดถูกคือ เราต้องเข้าใจว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นและผ่านไปแล้ว เป็นอดีตที่เราไม่สามารถไปแก้ไขอะไรได้ แต่ให้เราตั้งเจตนาไว้ว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เราจะรักษาใจดี ตั้งจิตเป็นบุญเป็นกุศล ทำหน้าที่ของเราต่อไปด้วยจิตใจที่ดีมีเมตตา

หากเราต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก เช่น ลูกตาย เราต้องทำใจว่าอย่างไรเขาก็ตายไปแล้ว พ่อแม่ต้องรักษาใจดี คิดเสียว่าลูกเขาไปเกิดในทางที่ดี พ่อแม่ยังคงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ชีวิตยังมีค่ามีความหมาย โดยเฉพาะสำหรับลูกคนอื่น ๆ ที่ยังอยู่ ถ้าเราไม่ระวังรักษาใจของเราให้ดี หรืออย่างน้อยรักษาใจเป็นปกติให้ได้ ถ้าเราอยู่อย่างหดหู่สิ้นหวัง เท่ากับทำลายอนาคตของตัวเอง ของครอบครัว ของลูก ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ไปด้วย บรรยากาศในบ้านก็จะมีแต่ความทุกข์เศร้าโศก ดังนั้นแทนที่จะปล่อยจิตใจให้จมอยู่กับความทุกข์เศร้าหมอง เราต้องสร้างกำลังใจ ตั้งจุดมุ่งหมายให้กับชีวิตที่จะต้องดำเนินต่อไปว่า เราจะรักษาใจดี คิดดี พูดดี ทำดี มีเมตตากรุณาต่อตัวเอง

คำพูดว่า “โชคดี” จึงเป็นคำที่มีความหมาย เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์สำหรับกับชีวิต เหมือนกับว่าเราตั้งโปรแกรมการมองโลกในแง่บวกไว้ในจิตใจของเราเสมอ เพราะใจเป็นประธาน ใจเป็นหัวหน้าของชีวิต ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ ถ้ามีกำลังใจดีแล้ว คิดดี พูดดี ทำดี ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้

โชคดี (5)

โชคดี
เมื่อเวลาผ่านไป ๆ โกโบริทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง พอดีในบริษัทกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแผนกใหม่ขึ้นมาเพื่อให้คิดค้นวิจัยและออกผลิตภัณฑ์ใหม่ โกโบริได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผลิตภัณฑ์ใหม่ เขาต้องคัดเลือกหาพนักงานเก่ง ๆ มาช่วยงาน ในบริษัทก็มีพนักงานอยู่คนหนึ่ง สมมติว่าชื่อ โนบิตะ ซึ่งเป็นคนที่มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนัก ว่าไม่ค่อยเอาใจใส่ในงาน อยู่ไปวัน ๆ ไม่ค่อยตั้งใจทำงาน ไม่มีผลงานอะไร อย่างไรก็ตาม โกโบริก็เสนอขอตัวโนบิตะมาช่วยงาน ทั้ง ๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้โนบิตะมาทำงานบุกเบิกในแผนกใหม่ แต่โกโบริก็ยืนยันขอตัวโนบิตะมาทำงานเป็นลูกต้อง ในที่สุดผู้ใหญ่ก็ไม่ขัดข้อง โนบิตะจึงย้ายมาเริ่มงานกับโกโบริในเดือนเมษายน

เมื่อโนบิตะมาทำงานกับโกโบริแล้ว เขาก็ขอให้โนบิตะทำตาม 2 ข้อ ข้อแรกก็คือตอนเช้าถ้าเขาทักทายโนบิตะว่า “อรุณสวัสดิ์ วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” ก็ให้โนบิตะพูดตอบว่า “โชคดี” ข้อที่สอง ตอนเย็นเลิกงานเมื่อเขาทักว่า “เป็นยังไงบ้างวันนี้” ก็ให้ตอบว่า “โชคดี” โนบิตะก็ไม่ขัดข้อง ทำตามที่โกโบริขอด้วยความยินดี เมื่อเขาทำตามนั้น คือพูดว่า “โชคดี” ใจเขาก็นึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เช่น นึกถึงภรรยาเขาที่ทำอาหารอร่อย ๆ ให้รับประทาน นึกถึงวันนี้อากาศดีทำให้มีความสุข บ้างก็นึกถึงดอกไม้สวย ๆ ไม่นานโนบิตะก็เป็นคนขยัน ทำงานมากขึ้น ในที่สุดเขาก็สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาได้หลายอย่าง เขาทำงานกับโกโบริมาได้เพียง 5 เดือน เมื่อถึงเดือนสิงหาคม เขาก็สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ชิ้นหนึ่งที่ทำชื่อเสียงให้กับบริษัท เป็นผลิตภัณฑ์ที่ติดอันดับโลก ทำกำไรให้กับบริษัทเป็นเงินจำนวนมาก ทีแรกก็ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นผลงานของเขาจริง ๆ เมื่อโนบิตะทำงานเป็นลูกน้องโกโบริครบ 1 ปี เขาก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้า มีลูกน้องเก่ง ๆ 2 คนมาช่วยงาน และได้รับจัดสรรงบประมาณจากบริษัทเพื่อทำการค้นคว้าวิจัยหลายสิบล้านบาท

เรื่องของโกโบริ เป็นตัวอย่างที่จะสอนเราได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ขอให้เราคิดในแง่ดี คิดในแง่บวกไว้ก่อน เราจะมีกำลังใจ หาทางออกที่ดีให้กับชีวิตได้

โชคดี (4)

เป็นครูสอนพิเศษ
ระหว่างที่ยังเป็นนักศึกษาเรียนปริญญาโทอยู่ โกโบริก็พักอยู่คนเดียวที่อพาร์ตเมนต์


มีอยู่วันหนึ่งคุณป้าที่ทำงานรับซักรีดให้กับผู้เช่าอพาร์ตเมนต์ซึ่งรู้สึกกับโกโบริเป็นอย่างดีก็แนะนำโกโบริว่า มีคุณแม่คนหนึ่งเพิ่งย้ายบ้านมาจากเมืองอื่น ต้องการหาครูพิเศษให้กับลูกสาวที่เรียนชั้นมัธยม 3 คุณป้านัดให้โกโบริไปพบกับแม่ของเด็กคนนี้ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง เมื่อโกโบริไปพบ ก็ได้ทราบว่าลูกสาวของเธอเป็นเด็กมีปัญหา ชอบเกเร ทำตัวเป็นนักเลง เสพยา ขายตัว ลักขโมย เคยถูกตำรวจจับเพราะทำผิดกฎหมาย เข้า ๆ ออก ๆ สถานพินิจอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งที่ต้องเข้าไปอยู่สถานพินิจก็ต้องย้ายโรงเรียน จนในที่สุดแม่ก็รู้สึกอับอายขายหน้า อยากจะหนีไปอยู่ในสังคมอื่นที่ไม่มีใครรู้จัก จึงพากันย้ายบ้านย้ายเมืองมาอยู่ที่นี่ ส่วนพ่อของเธอไม่ได้ย้ายตามมาเพราะยังคงต้องทำงานอยู่ โกโบริไม่ปฏิเสธที่จะช่วยเป็นครูสอนพิเศษให้ เมื่อโกโบริเจอกับเด็กสาวคนนี้ครั้งแรก สมมติให้ชื่อว่าฮิเดโกะ เขาก็รู้สึกถูกชะตา รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นน้องสาว ไม่ว่าฮิเดโกะจะเล่าอะไร โกโบริก็เปิดใจกว้างรับฟังด้วยใจดี ฮิเดโกะรู้สึกสบายใจที่มีคนเข้าใจเธอ เพราะที่ผ่านมามีแต่คนดูถูก ดูหมิ่นเธอ แต่โกโบริไม่ตำหนิเธอเลย ฮิเดโกะรู้สึกไว้วางใจและเชื่อฟังโกโบริ และค่อย ๆ มีความเชื่อมั่นในตัวเองกลับคืนมา กล้าเผชิญหน้ากับคนอื่น จนกระทั่งกลับไปเข้าโรงเรียนอีกครั้ง ผลการเรียนของเธอค่อย ๆ ดีขึ้น จนในระดับมัธยมปลายดีขึ้นมากขนาดได้คะแนนเป็นที่ 2 ของโรงเรียน จนไม่น่าเชื่อว่าเธอจะทำได้ พอเรียนจบชั้นมัธยมปลาย เธอก็สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีได้ แม้จะสอบติดเป็นคนสุดท้าย แต่ก็เรียนจบปริญญาโทออกมา ได้ทำงานเป็นครู ฮิเดโกะมีความรู้สึกที่ดีกับโกโบริเหมือนเขาเป็นพี่ชายที่คอยให้กำลังใจเธอ

โชคดี (3)

อุบัติเหตุ 2 ครั้ง
เมื่อโกโบริกลับไปบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วเขาก็นำคำสอนคือ ภาษาศักดิ์สิทธิที่หญิงชาวยิวบอกมาใช้ในชีวิต โกโบริขับรถชน 2 ครั้ง ครั้งแรก เขาขี่จักรยานยนต์ไปชนผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งล้มลง เขารีบหยุดรถ พร้อมกับพูดออกมาดัง ๆ ว่า “ขอบคุณ” เขารีบลงจากรถมาดู คุณป้าคนนั้นก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร ยังสามารถลุกขึ้นเดินไปขึ้นรถพยาบาลที่มารับได้เอง โกโบริไปโรงพยาบาลกับเธอ ให้แพทย์ตรวจดูเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่เป็นอะไรจริง ๆ หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ได้ทำความรู้จักกัน คุณป้าคนนี้เป็นชาวไร่ อยู่ตัวคนเดียว เมื่อทราบว่าโกโบริยังเป็นนักศึกษาเรียนปริญญาโทอยู่ ก็เลยขอให้โกโบริมาช่วยทำงานที่บ้านเพื่อเป็นรายได้พิเศษ โกโบริทำงานวันละ 2-3 ชั่วโมง แต่คุณป้าก็ให้รางวัลตอบแทนแก่เขาเป็นเงินก้อนใหญ่ เหมือนญาติผู้ใหญ่เมตตาแก่ลูกหลาน

อุบัติเหตุครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากโกโบริเข้าทำงานในบริษัทแล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่งขับรถมากับ ลูกสาวเล็ก ๆ ซึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง เมื่อเธอหันไปดูลูก ทำให้ไม่ทันระมัดระวังจนทำให้รถเสียหลักและเกิดชนกับรถของโกโบริพอดี รถเสียหายมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่คนขับก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ โกโบริก็พูดว่า “ขอบคุณ” ถ้าตามธรรมดาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็คงจะด่าว่ากันแล้ว แต่โกโบริก็ใจเย็นและไม่ได้รู้สึกโกรธ ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายหนึ่งว่าบาดเจ็บหรือเปล่า เด็กที่เป็นลูกสาวปากกระแทก บาดเจ็บไม่มาก ฝ่ายแม่ที่ขับรถชนก็กล่าวขอโทษโกโบริหลายครั้งที่ตนเองขับรถโดยประมาท ต่างฝ่ายต่างพูดดีต่อกัน ไม่นานนักสามีและพ่อของผู้หญิงก็ตามมาที่เกิดเหตุ ทุกคนกล่าวขอโทษโกโบริกันใหญ่ แล้วตั้งแต่นั้นมา ครอบครัวนี้ก็คบหาสมาคมกับโกโบริเหมือนเป็นญาติสนิท

โชคดี (2)

ใช้คำสองคำนี้บ่อย ๆ ได้อย่างไร โกโบรินึกสงสัย หญิงชาวยิวก็สอนต่อไปว่า ให้ใช้คำพูดนี้ในทุกโอกาส แล้วก็แนะนำว่าอย่างนี้จะดีไหม เมื่อชีวิตมีปัญหา ต้องเจอกับอุปสรรค หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือปัญหาหนัก ๆ ก็ตาม ให้พูดคำ ๆ นี้ออกมา เช่น เช้านี้ตื่นสายไปทำงานไม่ทัน เจอรถติด ตามปกติคนเราก็จะรู้สึกหงุดหงิด แต่หญิงชาวยิวก็สอนเขาให้พูดคำว่า “ขอบคุณ” ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร ขับรถประสบอุบัติเหตุ พ่อตาย แม่ตาย ก็กัดฟันพูด “ขอบคุณ” เพราะหากมีเหตุการณ์ที่ไม่ดี ไม่ถูกใจเกิดขึ้นแล้ว เราคิดไม่ดี พูดไม่ดี ก็เท่ากับใจเสีย ใจไม่ดี แล้วสิ่งที่ไม่ดีก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนลูกโซ่ เป็นกฎธรรมชาติของโลกนี้ แต่ถ้าเราใช้คำว่า “ขอบคุณ” แล้วทำใจให้สบาย เปรียบเสมือนเราตัดขาดจากลูกโซ่ของสิ่งที่ไม่ดี ดังนั้น ภาษาที่ไม่ดี ห้ามพูดเด็ดขาด ภาษาที่ไม่ดี เช่น คำพูดด่าว่าแสดงความโกรธ คำพูดนินทาว่าร้าย ตำหนิติเตียน ดูถูกดูหมิ่นผู้อื่น ห้ามพูด เพราะการใช้ภาษาที่ไม่ดีจะนำชีวิตเราไปในทางที่ไม่ดี ตรงกันข้าม คำว่า “ขอบคุณ” จะนำเราไปสู่ความโชคดี มีความสุข ความทุกข์เศร้าหมองจะเปลี่ยนเป็นความสุขได้จริง ๆ

เมื่อโกโบริกลับไปญี่ปุ่นแล้ว มีอยู่วันหนึ่งที่เขานั่งอยู่ในห้องคนเดียว แล้วก็นึกถึงคำสอนของหญิงชาวยิว จึงหยิบปากกามาเขียนคำว่า “ขอบคุณ” เป็นภาษาญี่ปุ่น “อะริงาโต้” และเขาก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า คำว่า “อะริงาโต้” ที่เขียนเป็นตัวหนังสือคันจิมีความหมายของรากศัพท์ว่า “มีปัญหา” เลยยิ่งทำให้เขารู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้น เมื่อมีปัญหาใด ๆ คำพูด “ขอบคุณ” คงจะเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยทำให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นได้

โชคดี (1)

สืบเนื่องจากปีใหม่ที่ผ่านมานี้ ประทับใจกับของขวัญชิ้นหนึ่ง เป็นหนังสือชื่อ “โชคดี” แค่ชื่อเรื่องก็เป็นมงคลซะขนาดนี้แล้ว พอได้อ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือ ก็ยิ่งชอบ โดยเฉพาะเรื่องที่ชื่อว่า “ภาษาศักดิ์สิทธิ์” ก็เลยถือโอกาสคัดลอกเรื่องราวนี้มาให้ผู้อ่าน 3-4 คนได้อ่าน เพื่อความเป็นสิริมงคลกับผู้อ่าน 3-4 คน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะชอบเหมือนกับที่ NaaToy ชอบ เรื่องราวนี้มาจากหนังสือชื่อ “โชคดี” โดย “พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก” เชิญอ่านได้เลยค่ะ

ภาษาศักดิ์สิทธิ์
อาจารย์เคยอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง เล่าถึงประสบการณ์จริงของชีวิตนักศึกษาชายคนหนึ่ง สมมติให้ชื่อว่าโกโบริก็แล้วกัน โกโบริเดินทางไปเที่ยวประเทศอิสราเอลในช่วงใกล้คริสต์มาส ซึ่งเป็นฤดูหนาว และเป็นช่วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรัก ซึ่งส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวในประเทศอิสราเอล โกโบริไม่ได้จองโรงแรมไว้ล่วงหน้า เมื่อมาถึงเมืองไฮฟา (Haifa) ซึ่งแม้จะเป็นเมืองท่าใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของอิสราเอล แต่ไม่มีโรงแรมเปิดให้บริการเลย เขาพยายามหาโรงแรมที่จะพักค้างคืน แต่จนเกือบ 3 ทุ่มแล้วก็ยังหาไม่ได้ ยิ่งค่ำมืออากาศก็ยิ่งหนาวจัด ไฟตามถนนก็ค่อย ๆ ดับไป ๆ เขารู้สึกหดหู่และเหนื่อยมากจนรู้สึกเหมือนกับไม่ไหวแล้ว ก็พอดีมีผู้หญิงชาวยิววัยกลางคนคนหนึ่ง อายุน่าจะประมาณเดียวกับคุณป้าของเขา หญิงคนนั้นหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเดินเข้ามาทักเขาเป็นภาษาอังกฤษว่า คุณเป็นอย่างไรบ้าง ไม่สบายหรือเปล่า เพราะหน้าซีดมาก โกโบริจึงบอกกับหญิงชาวยิวว่า เขาเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาจากญี่ปุ่น กำลังหาโรงแรมที่จะพักคืนนี้ แต่ยังหาไม่ได้ หญิงชาวยิวก็บอกกับเขาว่า ถ้าหาที่พักไม่ได้ก็ให้มาพักที่บ้านของเธอก็ได้ พร้อมกับให้ที่อยู่และเขียนแผนที่ทางไปบ้านไว้ให้ โกโบริรู้สึกทั้งแปลกใจและตกใจ เพราะไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครอนุญาตให้คนแปลกหน้าและถ้าเป็นชาวต่างชาติไปพักค้างแรมที่บ้านของตน ถ้าเป็นในประเทศญี่ปุ่นแล้ว เรื่องแบบนี้ก็เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โกโบริตอบขอบคุณหญิงชาวยิว แต่ก็ยังจะลองพยายามหาโรงแรมดูก่อน จนในที่สุดเมื่อไม่สามารหาโรงแรมได้ เขาจึงไปหาหญิงชาวยิวตามที่อยู่ที่เธอให้ไว้ พอไปถึงมองเห็นบ้านไม่มีหน้าต่าง เหมือนโลงศพ มีหญ้าขึ้นปกคลุมรก เขาก็ยิ่งรู้สึกกลัว แต่ก็ต้องทำใจกล้าหาญเดินเข้าไป ทันทีที่กดกริ่งเรียก หญิงชาวยิวก็เปิดประตูเหมือนกับว่ากำลังรอใครอยู่แล้ว เธอเชิญโกโบริเข้าไปในบ้าน บนโต๊ะอาหารมีซุปร้อน ๆ วางอยู่ 2 ชุด เธออยู่คนเดียว แต่กลับมีซุปวางพร้อมอยู่บนโต๊ะอาหาร 2 ชุด โกโบริรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกับ เมื่อได้รับประทานซุปร้อน ๆ แล้ว หญิงชาวยิวก็พูดคุยกับเขา เขาเพียงแต่เล่าว่าเขาเป็นนักศึกษาปริญญาโท ช่วงนี้ปิดเทอมก็เลยแบกเป้ออกเดินทางมาท่องเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิต ส่วนหญิงชาวยิวก็เล่าเรื่องราวของตนเองให้โกโบริฟังว่า เธออพยพมาจากประเทศเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชีวิตที่ลำบากมาก สามีเธอเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์แต่ก็เสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีลูกชายแต่งงานแล้วก็ย้ายออกจากบ้านไป โกโบริรู้สึกว่าเวลาพูดคุยกัน หญิงชาวยิวก็มองตาเขาอยู่ตลอด เหมือนกำลังอ่านใจเขาอยู่ จนเขารู้สึกประหม่าไม่กล้าสบตาด้วย เมื่อพูดคุยเล่าประสบการณ์กันพอสมควรแล้ว หญิงชาวยิวก็จัดห้องพักให้และเชิญให้เขาพักผ่อน

เมื่อได้สนทนากันแล้ว หญิงชาวยิวก็บอกกับโกโบริว่า อยากจะมอบคำศักดิ์สิทธิ์ให้กับโกโบริ เธอสอนเขาว่า ความโชคดีมีอยู่เสมอและความโชคดีสามารถเป็นของเราได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ถ้าเราพูดภาษาที่ดี ๆ บ่อย ๆ ความโชคดี โอกาสดี ๆ เกิดขึ้นได้กับทุกคน ภาษาที่ดี ๆ นี้เป็นภาษาธรรมดา คือคำว่า “ขอบคุณ” และ “ซาบซึ้งในพระคุณ” ให้ใช้คำสองคำนี้บ่อย ๆ แล้วจะพบสิ่งดี ๆ ในชีวิต

Saturday, January 3, 2009

4 วิธีการออกกำลังกายที่ไม่ช่วยเบิร์นไขมัน (ตอน 4)

4) Spinning Classes

ขอโทษที่ทำให้ใจเสีย แต่ spinning class นั้นไร้ผลอย่างมาก คุณอาจจะคิดว่า spinning นั้นเจ๋ง และรู้สึกว่ามันเบิร์นสุด ๆ เพราะเหงื่อกาฬที่แตกพลั่ก ๆ แต่การ spinning ไม่ได้เบิร์นไขมันได้มากพอกับการฝึก resistance training รวมกับการฝึก bodyweight exercises ซึ่งได้ผลมากกว่าการ spinning ถึงสองเท่าทีเดียว

แล้วการเสริมสร้างกล้ามเนื้อท่อนบนล่ะ คุณจะทำอย่างไร ถ้าคุณเข้าแต่คลาส spinning คุณจะมีขาที่แข็งแรง แต่แขนกลับห้อยต่องแต่ง คุณฝรั่งผู้เขียนบอกว่านั่นไม่ใช่ร่างกายที่เค้าต้องการ แต่สุดท้ายก็หยอดไว้ว่าการ spinning ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ

มีวิธีอีกมากมายในการเบิร์นไขมันออกไปอย่างเร็วโดยไม่ต้องใช้บริหารร่างกายแบบคาร์ดิโอเดิม ๆ แค่สร้างสรรค์นิดหน่อย แล้วคุณจะได้ผลที่ดีขึ้นเอง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และขอให้โชคดีกับการเบิร์นไขมัน