Sunday, January 18, 2009

โชคดี (3)

อุบัติเหตุ 2 ครั้ง
เมื่อโกโบริกลับไปบ้านที่ญี่ปุ่นแล้วเขาก็นำคำสอนคือ ภาษาศักดิ์สิทธิที่หญิงชาวยิวบอกมาใช้ในชีวิต โกโบริขับรถชน 2 ครั้ง ครั้งแรก เขาขี่จักรยานยนต์ไปชนผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งล้มลง เขารีบหยุดรถ พร้อมกับพูดออกมาดัง ๆ ว่า “ขอบคุณ” เขารีบลงจากรถมาดู คุณป้าคนนั้นก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร ยังสามารถลุกขึ้นเดินไปขึ้นรถพยาบาลที่มารับได้เอง โกโบริไปโรงพยาบาลกับเธอ ให้แพทย์ตรวจดูเพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่เป็นอะไรจริง ๆ หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ได้ทำความรู้จักกัน คุณป้าคนนี้เป็นชาวไร่ อยู่ตัวคนเดียว เมื่อทราบว่าโกโบริยังเป็นนักศึกษาเรียนปริญญาโทอยู่ ก็เลยขอให้โกโบริมาช่วยทำงานที่บ้านเพื่อเป็นรายได้พิเศษ โกโบริทำงานวันละ 2-3 ชั่วโมง แต่คุณป้าก็ให้รางวัลตอบแทนแก่เขาเป็นเงินก้อนใหญ่ เหมือนญาติผู้ใหญ่เมตตาแก่ลูกหลาน

อุบัติเหตุครั้งที่ 2 เกิดขึ้นหลังจากโกโบริเข้าทำงานในบริษัทแล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่งขับรถมากับ ลูกสาวเล็ก ๆ ซึ่งนั่งอยู่เบาะหลัง เมื่อเธอหันไปดูลูก ทำให้ไม่ทันระมัดระวังจนทำให้รถเสียหลักและเกิดชนกับรถของโกโบริพอดี รถเสียหายมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่คนขับก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุ โกโบริก็พูดว่า “ขอบคุณ” ถ้าตามธรรมดาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็คงจะด่าว่ากันแล้ว แต่โกโบริก็ใจเย็นและไม่ได้รู้สึกโกรธ ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายหนึ่งว่าบาดเจ็บหรือเปล่า เด็กที่เป็นลูกสาวปากกระแทก บาดเจ็บไม่มาก ฝ่ายแม่ที่ขับรถชนก็กล่าวขอโทษโกโบริหลายครั้งที่ตนเองขับรถโดยประมาท ต่างฝ่ายต่างพูดดีต่อกัน ไม่นานนักสามีและพ่อของผู้หญิงก็ตามมาที่เกิดเหตุ ทุกคนกล่าวขอโทษโกโบริกันใหญ่ แล้วตั้งแต่นั้นมา ครอบครัวนี้ก็คบหาสมาคมกับโกโบริเหมือนเป็นญาติสนิท

โชคดี (2)

ใช้คำสองคำนี้บ่อย ๆ ได้อย่างไร โกโบรินึกสงสัย หญิงชาวยิวก็สอนต่อไปว่า ให้ใช้คำพูดนี้ในทุกโอกาส แล้วก็แนะนำว่าอย่างนี้จะดีไหม เมื่อชีวิตมีปัญหา ต้องเจอกับอุปสรรค หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือปัญหาหนัก ๆ ก็ตาม ให้พูดคำ ๆ นี้ออกมา เช่น เช้านี้ตื่นสายไปทำงานไม่ทัน เจอรถติด ตามปกติคนเราก็จะรู้สึกหงุดหงิด แต่หญิงชาวยิวก็สอนเขาให้พูดคำว่า “ขอบคุณ” ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร ขับรถประสบอุบัติเหตุ พ่อตาย แม่ตาย ก็กัดฟันพูด “ขอบคุณ” เพราะหากมีเหตุการณ์ที่ไม่ดี ไม่ถูกใจเกิดขึ้นแล้ว เราคิดไม่ดี พูดไม่ดี ก็เท่ากับใจเสีย ใจไม่ดี แล้วสิ่งที่ไม่ดีก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนลูกโซ่ เป็นกฎธรรมชาติของโลกนี้ แต่ถ้าเราใช้คำว่า “ขอบคุณ” แล้วทำใจให้สบาย เปรียบเสมือนเราตัดขาดจากลูกโซ่ของสิ่งที่ไม่ดี ดังนั้น ภาษาที่ไม่ดี ห้ามพูดเด็ดขาด ภาษาที่ไม่ดี เช่น คำพูดด่าว่าแสดงความโกรธ คำพูดนินทาว่าร้าย ตำหนิติเตียน ดูถูกดูหมิ่นผู้อื่น ห้ามพูด เพราะการใช้ภาษาที่ไม่ดีจะนำชีวิตเราไปในทางที่ไม่ดี ตรงกันข้าม คำว่า “ขอบคุณ” จะนำเราไปสู่ความโชคดี มีความสุข ความทุกข์เศร้าหมองจะเปลี่ยนเป็นความสุขได้จริง ๆ

เมื่อโกโบริกลับไปญี่ปุ่นแล้ว มีอยู่วันหนึ่งที่เขานั่งอยู่ในห้องคนเดียว แล้วก็นึกถึงคำสอนของหญิงชาวยิว จึงหยิบปากกามาเขียนคำว่า “ขอบคุณ” เป็นภาษาญี่ปุ่น “อะริงาโต้” และเขาก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่า คำว่า “อะริงาโต้” ที่เขียนเป็นตัวหนังสือคันจิมีความหมายของรากศัพท์ว่า “มีปัญหา” เลยยิ่งทำให้เขารู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้น เมื่อมีปัญหาใด ๆ คำพูด “ขอบคุณ” คงจะเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยทำให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นได้

โชคดี (1)

สืบเนื่องจากปีใหม่ที่ผ่านมานี้ ประทับใจกับของขวัญชิ้นหนึ่ง เป็นหนังสือชื่อ “โชคดี” แค่ชื่อเรื่องก็เป็นมงคลซะขนาดนี้แล้ว พอได้อ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในหนังสือ ก็ยิ่งชอบ โดยเฉพาะเรื่องที่ชื่อว่า “ภาษาศักดิ์สิทธิ์” ก็เลยถือโอกาสคัดลอกเรื่องราวนี้มาให้ผู้อ่าน 3-4 คนได้อ่าน เพื่อความเป็นสิริมงคลกับผู้อ่าน 3-4 คน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะชอบเหมือนกับที่ NaaToy ชอบ เรื่องราวนี้มาจากหนังสือชื่อ “โชคดี” โดย “พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก” เชิญอ่านได้เลยค่ะ

ภาษาศักดิ์สิทธิ์
อาจารย์เคยอ่านหนังสือภาษาญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง เล่าถึงประสบการณ์จริงของชีวิตนักศึกษาชายคนหนึ่ง สมมติให้ชื่อว่าโกโบริก็แล้วกัน โกโบริเดินทางไปเที่ยวประเทศอิสราเอลในช่วงใกล้คริสต์มาส ซึ่งเป็นฤดูหนาว และเป็นช่วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรัก ซึ่งส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวในประเทศอิสราเอล โกโบริไม่ได้จองโรงแรมไว้ล่วงหน้า เมื่อมาถึงเมืองไฮฟา (Haifa) ซึ่งแม้จะเป็นเมืองท่าใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของอิสราเอล แต่ไม่มีโรงแรมเปิดให้บริการเลย เขาพยายามหาโรงแรมที่จะพักค้างคืน แต่จนเกือบ 3 ทุ่มแล้วก็ยังหาไม่ได้ ยิ่งค่ำมืออากาศก็ยิ่งหนาวจัด ไฟตามถนนก็ค่อย ๆ ดับไป ๆ เขารู้สึกหดหู่และเหนื่อยมากจนรู้สึกเหมือนกับไม่ไหวแล้ว ก็พอดีมีผู้หญิงชาวยิววัยกลางคนคนหนึ่ง อายุน่าจะประมาณเดียวกับคุณป้าของเขา หญิงคนนั้นหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเดินเข้ามาทักเขาเป็นภาษาอังกฤษว่า คุณเป็นอย่างไรบ้าง ไม่สบายหรือเปล่า เพราะหน้าซีดมาก โกโบริจึงบอกกับหญิงชาวยิวว่า เขาเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาจากญี่ปุ่น กำลังหาโรงแรมที่จะพักคืนนี้ แต่ยังหาไม่ได้ หญิงชาวยิวก็บอกกับเขาว่า ถ้าหาที่พักไม่ได้ก็ให้มาพักที่บ้านของเธอก็ได้ พร้อมกับให้ที่อยู่และเขียนแผนที่ทางไปบ้านไว้ให้ โกโบริรู้สึกทั้งแปลกใจและตกใจ เพราะไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครอนุญาตให้คนแปลกหน้าและถ้าเป็นชาวต่างชาติไปพักค้างแรมที่บ้านของตน ถ้าเป็นในประเทศญี่ปุ่นแล้ว เรื่องแบบนี้ก็เป็นไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โกโบริตอบขอบคุณหญิงชาวยิว แต่ก็ยังจะลองพยายามหาโรงแรมดูก่อน จนในที่สุดเมื่อไม่สามารหาโรงแรมได้ เขาจึงไปหาหญิงชาวยิวตามที่อยู่ที่เธอให้ไว้ พอไปถึงมองเห็นบ้านไม่มีหน้าต่าง เหมือนโลงศพ มีหญ้าขึ้นปกคลุมรก เขาก็ยิ่งรู้สึกกลัว แต่ก็ต้องทำใจกล้าหาญเดินเข้าไป ทันทีที่กดกริ่งเรียก หญิงชาวยิวก็เปิดประตูเหมือนกับว่ากำลังรอใครอยู่แล้ว เธอเชิญโกโบริเข้าไปในบ้าน บนโต๊ะอาหารมีซุปร้อน ๆ วางอยู่ 2 ชุด เธออยู่คนเดียว แต่กลับมีซุปวางพร้อมอยู่บนโต๊ะอาหาร 2 ชุด โกโบริรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกับ เมื่อได้รับประทานซุปร้อน ๆ แล้ว หญิงชาวยิวก็พูดคุยกับเขา เขาเพียงแต่เล่าว่าเขาเป็นนักศึกษาปริญญาโท ช่วงนี้ปิดเทอมก็เลยแบกเป้ออกเดินทางมาท่องเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิต ส่วนหญิงชาวยิวก็เล่าเรื่องราวของตนเองให้โกโบริฟังว่า เธออพยพมาจากประเทศเยอรมันสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชีวิตที่ลำบากมาก สามีเธอเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์แต่ก็เสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีลูกชายแต่งงานแล้วก็ย้ายออกจากบ้านไป โกโบริรู้สึกว่าเวลาพูดคุยกัน หญิงชาวยิวก็มองตาเขาอยู่ตลอด เหมือนกำลังอ่านใจเขาอยู่ จนเขารู้สึกประหม่าไม่กล้าสบตาด้วย เมื่อพูดคุยเล่าประสบการณ์กันพอสมควรแล้ว หญิงชาวยิวก็จัดห้องพักให้และเชิญให้เขาพักผ่อน

เมื่อได้สนทนากันแล้ว หญิงชาวยิวก็บอกกับโกโบริว่า อยากจะมอบคำศักดิ์สิทธิ์ให้กับโกโบริ เธอสอนเขาว่า ความโชคดีมีอยู่เสมอและความโชคดีสามารถเป็นของเราได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ถ้าเราพูดภาษาที่ดี ๆ บ่อย ๆ ความโชคดี โอกาสดี ๆ เกิดขึ้นได้กับทุกคน ภาษาที่ดี ๆ นี้เป็นภาษาธรรมดา คือคำว่า “ขอบคุณ” และ “ซาบซึ้งในพระคุณ” ให้ใช้คำสองคำนี้บ่อย ๆ แล้วจะพบสิ่งดี ๆ ในชีวิต

Saturday, January 3, 2009

4 วิธีการออกกำลังกายที่ไม่ช่วยเบิร์นไขมัน (ตอน 4)

4) Spinning Classes

ขอโทษที่ทำให้ใจเสีย แต่ spinning class นั้นไร้ผลอย่างมาก คุณอาจจะคิดว่า spinning นั้นเจ๋ง และรู้สึกว่ามันเบิร์นสุด ๆ เพราะเหงื่อกาฬที่แตกพลั่ก ๆ แต่การ spinning ไม่ได้เบิร์นไขมันได้มากพอกับการฝึก resistance training รวมกับการฝึก bodyweight exercises ซึ่งได้ผลมากกว่าการ spinning ถึงสองเท่าทีเดียว

แล้วการเสริมสร้างกล้ามเนื้อท่อนบนล่ะ คุณจะทำอย่างไร ถ้าคุณเข้าแต่คลาส spinning คุณจะมีขาที่แข็งแรง แต่แขนกลับห้อยต่องแต่ง คุณฝรั่งผู้เขียนบอกว่านั่นไม่ใช่ร่างกายที่เค้าต้องการ แต่สุดท้ายก็หยอดไว้ว่าการ spinning ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ

มีวิธีอีกมากมายในการเบิร์นไขมันออกไปอย่างเร็วโดยไม่ต้องใช้บริหารร่างกายแบบคาร์ดิโอเดิม ๆ แค่สร้างสรรค์นิดหน่อย แล้วคุณจะได้ผลที่ดีขึ้นเอง

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น และขอให้โชคดีกับการเบิร์นไขมัน

4 วิธีการออกกำลังกายที่ไม่ช่วยเบิร์นไขมัน (ตอน 3)

3) "Toning" Workouts - การบริหารร่างกายเพื่อให้เฟิร์มไปทั่วร่างกาย *** NaaToy แปลเอง ผิดถูกอย่างไร ขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

กี่ครั้งที่คุณบอกตัวเองว่า “ต้องลดตรงนี้” หรือ “อยากให้ต้นขาเฟิร์มจัง” หรือ “หลังแขนห้อยต่องแต่งเลย บริหารเพิ่มอีกดีกว่า” ถ้าคุณเคยบอกตัวเองอย่างนี้ หรืออาจจะคล้ายคลึงกันก็ตาม คุณก็กลายเป็นเหยื่อของข้อกังขาด้านการออกกำลังกายแล้ว นั่นก็คือไม่มีการลดไขมันเฉพาะจุด และการเพิ่มจำนวนครั้งให้มากขึ้นก็ไม่สามารถช่วยลดลงได้

คุณฝรั่งผู้เขียนบอกว่าเค้าชอบยกน้ำหนัก 6-12 ครั้ง เพราะจำนวนขนาดนี้ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเบิร์นไขมันในเวลาเดียวกัน ไม่เพียงแต่จะเบิร์นแคลอรี่ได้มากแล้ว ถ้าทำได้ถูกวิธี คุณจะเบิร์นไขมันได้มากถึง 48 ชม. หลังจากการออกกำลังกายแล้วอีกด้วย

การออกกำลังกายด้วยวิธีนี้เป็นประโยชน์ทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย คุณฝรั่งผู้เขียนบอกว่าเค้าเห็นผู้หญิงหลายคนหลีกเลี่ยงการฝึก weight training และถ้าฝึก ก็ใช้น้ำหนักเบา ๆ เพราะส่วนใหญ่กลัวล่ำ ดูเป็นแมนเกินไป ถ้าใช้น้ำหนักที่พอดีล่ะก็ มันจะทำให้กล้ามเนื้อกระชับมากขึ้น และเบิร์นไขมันได้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้รูปร่างกระชับ เซ็กซี่ ขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการร่างกายกระชับ เซ็กซี่ ก็จงรวมเอาการฝึกประเภท multi-joint exercises เข้าไว้ในโปรแกรมการฝึก และใช้เวทน้ำหนักพอดี จะทำให้ได้ผลมากขึ้นในเวลาที่น้อยลง

4 วิธีการออกกำลังกายที่ไม่ช่วยเบิร์นไขมัน (ตอน 2)

2. ทู่ซี้ฝึกคาร์ดิโออันแสนน่าเบื่อ

ฝรั่งผู้เขียนบอกไว้ว่า ทุกครั้งที่เค้าอยู่ในยิม เค้ามักจะเห็นคนเดิม ๆ ออกกำลังกายเดิม ๆ ที่ทำเมื่อวันก่อน ๆ ไม่เพียงแค่จะน่าเบื่อหน่ายในวันวานที่ผ่านมาแล้ว แต่ยังคงออกกำลังกายแบบนั้นทุกวัน เค้าบอกว่า คนเดิม ๆ เหล่านี้ มักจะพบเห็นที่อุปกรณ์ elliptical, treadmill, หรือไม่ก็ stationary bike ฝึกกันเป็นชั่วโมง ๆ สายตาก็คอยจับจ้องอยู่ที่ตัวเลขแคลอรี่บนหน้าปัด หวังว่าไว้สักวันหนึ่งคนเดิม ๆ เหล่านี้จะผอมลง

แล้วผลที่ได้คืออะไรกันล่ะ หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สัปดาห์ต่อไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วสัปดาห์ที่ 12 ล่ะ ก็ไม่มีเช่นกัน สองปีต่อมาพวกเขาก็ยังคงรูปร่างเหมือนเดิม อาจจะมีเปลี่ยนแปลงบ้าง ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฝรั่งคนนี้เค้าเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้วันแล้ววันเล่า แต่คำถามสำคัญก็คือ ทำไมไม่เปลี่ยนการฝึกบ้างเล่า คำตอบที่ฝรั่งคนนี้ได้รับก็คือ “เอ่อ ฉันต้องคาร์ดิโอให้มากขึ้นน่ะ…” ฝรั่งผู้เขียนได้ยินเทรนเนอร์บางคนบอกสิ่งเหล่านี้กับคนเดิม ๆ ที่ยังคงฝึกอย่างหนัก และคิดว่าถ้าพวกเขายังอยู่ในโซน fat burning มิช้ามินานเจ้าไขมันก็จะจากไปเอง

ฝรั่งผู้เขียนเค้าว่า…ไขมันมันไม่จากไปไหนหรอก และการฝึกคาร์ดิโอมากเกินไปจะทำให้คุณเสียเวลาอันมีค่าไปเปล่า ๆ คาร์ดิโอสัปดาห์ละ 7-10 ชม. นั้นไม่ได้ผลหรอก…หรืออาจจะได้ผล แต่เป็นศูนย์นั่นเอง

บ่อยครั้ง คนเดิม ๆ พยายามให้ระดับอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในโซน fat burning เพราะมันเป็นเสมือนสิ่งที่บ่งชี้ว่า ไขมันกำลังลดลง นอกจากนี้ยังตั้งหน้าตั้งตาจดจ้องที่หน้าปัดแคลอรี่ราวกับเหยี่ยวมองเหยื่อ เสียเวลาเปล่า ๆ

อุปกรณ์การดลไขมันที่คุณฝรั่งคนเขียนโปรดน้อยที่สุด เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่นิยมกันมากที่สุดที่ทำให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ ก็คือ elliptical machine บอกลาเจ้า elliptical machine และการบริหารประเภทคาร์ดิโออันแสนน่าเบื่อ และเริ่มเบิร์นไขมันด้วยการออกกำลังกายประเภท multi-joint compound ด้วยระดับ high intensity ดีกว่า

4 วิธีการออกกำลังกายที่ไม่ช่วยเบิร์นไขมัน (ตอน 1)

1. การบริหารหน้าท้องนับครั้งไม่ถ้วน

บางครั้งความจริงมันก็สุดแสนจะเจ็บปวด แต่นี่คือความจริง คุณจะเสียเวลากับการซิตอัพเป็นพัน ๆ ครั้ง มันไม่ช่วยลดรอบเอวหรือลดไขมันจากหน้าท้องได้เลย เปลี่ยนไปออกกำลังกายประเภท compound multi-joint ซึ่งช่วยบริหารกล้ามเนื้อมัดหลักดีกว่า


สิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยเบิร์นไขมันก็คือ
1. การโภชนาการ/การควบคุมอาหาร
2. ยุทธวิธีในการออกกำลังกาย
3. Core strengthening - การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในส่วนของลำตัว *** NaaToy แปลเอง ผิดถูกอย่างไร ขออภัยมา ณ ที่นี้ ***

Top Three Exercises เพื่อการเบิร์นไขมันได้เร็วและง่ายแสนง่าย!

ภาวะน้ำหนักตัวมากเกินไปนั้นเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลในเลือดสูง หลอดโลหิตอุดตัน เป็นต้น

แล้ว… ออกกำลังกายประเภทใดที่ดีที่สุดสำหรับการลดไขมันกันล่ะ?

การออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการลดน้ำหนัก ทำให้หัวใจสูบฉีดและทำให้เหงื่อออกมากขึ้น ทำให้อัตราการเผาผลาญสูงขึ้น มันจึงช่วยกำจัดแคลอรี่ได้มากขึ้นด้วย

1. เดิน จ๊อกกิ้ง วิ่ง ทั้งสามประเภทนี้เหมาะกับการลดน้ำหนัก คุณสามารถเลือกฝึกสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือฝึกทั้งสามประเภทเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและสุขภาพของคุณ
2. ว่ายน้ำ
3. Compound exercises เช่น squats, dead lifts, bench presses

นอกจากนี้แล้วคุณควรระมัดระวังในการรับประทานอาหาร การไดเอตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับไขมัน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทจังก์ฟู๊ดและอาหารที่มันเยิ้ม ดื่มน้ำให้เยอะ ๆ รับประทานผักใบเขียว ผลไม้ แยะ ๆ การไดเอตที่ถูกต้องควบคู่กับการออกกำลังกายที่กล่าวไปแล้วเวิร์คต่อการเบิร์นไขมัน

สุดท้าย...รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และคอยดูแลสุขภาพเป็นประจำ

***NaaToy จะพยายามทำเหมือนกัน แต่…คงทำได้แค่ข้อ 1. กับ 3. เท่านั้น และจะพยายามควบคุมอาหารด้วย เพื่อสุขภาพ***

Happy New Year 2009

Happy New Year 2009 จ้ะ

เมื่อวันที่ 1 มค. ที่ผ่านมา NaaToy ได้รับข้อความนี้จากน้องคนหนึ่ง ความว่า “ท้อเป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร” ปีใหม่นี้จงทำความดี ขอให้พบแต่สิ่งที่ดี ๆ มีแต่ความสุขสมหวังตลอดไปนะครับ

อู้หู…เป็นคำอุทานที่ได้อ่านครั้งแรก ประมาณแนวสุด ๆ เป็นข้อความที่ประทับใจที่สุดในปีนี้ ขอบคุณน้องคุ้งมา ณ โอกาสนี้

รู้ตัวว่าหายไปนานแสนนาน ประมาณ 4 เดือนเห็นจะได้ ข้อแก้ตัวก็คืองานเยอะ สนุกกับการออกกำลังกายมากไปหน่อย และสุดท้ายสนุกกับการกินด้วย ก็เลยแข็งแรงแต่…อวบไปหน่อยนึง ปีใหม่นี้ NaaToy จะพยายามกินพอดี ๆ ไม่ตามใจปากแล้ว สัญญากับตัวเองและผู้อ่านอีก 3-4 คน

ปี 2552 นี้ NaaToy จะพยายามนำเอาเรื่องราวต่าง ๆ มาลง ทั้งเรื่องการออกกำลังกาย เรื่องเที่ยว เรื่องสุขภาพ และเรื่องสั้นที่อยากแปลมาให้อ่านกัน สัญญา…

ขอให้ผู้อ่านและครอบครัวมีความสุขกันทั่วทุกคนนะจ๊ะ
ด้วยความปรารถนาดี
จาก NaaToy

Saturday, September 27, 2008

การบริหารร่างกายที่สาว ๆ ทุกคนควรฝึกกัน

สืบเนื่องจากอ่านบทความของคุณฝรั่งแล้ว มันน่าสนใจอย่างมากมาย ก็เลยแปลมาให้คุณผู้อ่าน 4-5 คนอ่านบ้าง เพื่อรูปร่างดี ๆ ของเราที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขอให้เป็นจริงตามนั้นเถิด เพี้ยง (เรื่องราวจาก ezinearticle.com)

คุณคงสงสัยว่าการบริหารร่างกายที่คุณกำลังฝึกอยู่นั้นให้ผลดีที่สุดกับร่างกายของคุณจริงหรือไม่ จริง ๆ แล้ว มันไม่เพียงพอหรอก

ต่อไปนี้เป็นการบริหารร่างกายสองประเภทที่ให้ประโยชน์กับร่างกายของคุณสาว ๆ เพียงแค่ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการฝึกประจำของคุณ แล้วรูปร่างของคุณจะดูดีขึ้นในช่วงระยะเวลาอันสั้น

Squats
เป็นการบริหารกล้ามเนื้อหลายกลุ่ม ซึ่งมากกว่าการบริหารอื่น ๆ มันช่วยบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (hamstring) ต้นขาด้านนอก (out thighs) สะโพก (gluteus) หน้าท้อง (core abdominals) และกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลัง ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมอะไร แต่อาจจะเพิ่ม exercise ball ช่วยในการบริหารก็ได้ ควรฝึก 1-3 เซต ๆ ละ 15 ครั้ง

one arm dumbbell row
อาการไหล่โก่งมักเกิดกับผู้หญิงทั่วไป เมื่อน้ำหนักของหน้าอกดึงไหล่ไปด้านหน้าและกล้ามเนื้อหลังส่วนบนอ่อนแอ คนส่วนใหญ่บริหารร่างกายในส่วนที่ตนเองคิดว่าเป็นปัญหา หรือไม่ก็แก้ไขในสิ่งที่ตนเองเห็นในกระจกเท่านั้น การบริหารร่างกายด้วย one arm dumbbell row เป็นการบริหารกล้ามเนื้อหลาย ๆ กลุ่มด้วยกัน อันได้แก่ กล้ามเนื้อหน้าแขน (biceps) ไหล่ และกล้ามเนื้อบริเวณหลัง เมื่อฝึกแล้วจะช่วยให้ร่างกายท่อนบนดีขึ้น ควรฝึก 1-3 เซต ๆ ละ 8-15 ครั้ง

การบริหารร่างกายทั้งสองประเภทนี้ควรฝึกหลังจากการ stretching แล้ว 10 นาที และถ้าจะให้ได้ผลที่ดีที่สุดก็ควรฝึกหลังจากคาร์ดิโอ เพื่อรูปร่างที่คุณปรารถนา ภายในระยะเวลาอันสั้น


Tuesday, August 19, 2008

กระดูกคอเสื่อม (ตอน 2)

รักษาอย่างไร
พักผ่อนนอนราบ
เพื่อที่กระดูกคอไม่ต้องแบกรับน้ำหนัก
ใช้กระเป๋าน้ำร้อน (Hot pack) ประคบบริเวณคอ 10-15 นาที
ถ้าปวดมากให้ใช้ปลอกคอ (Soft collar or hard collar) ช่วยพยุงคอได้ โดยเฉพาะในช่วงปวดคอเฉียบพลันในสัปดาห์แรก
กินยาแก้ปวด ซึ่งได้แก่ กลุ่มพาราเซ็ตทามอล, ยาคลายกล้ามเนื้อ หรืออาจจะใช้ยาทานวดช่วยได้ สำหรับกลุ่มยาลดการอักเสบ ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกว่า ยากระดูก อาจจะต้องระวังเนื่องจากจะมีผลระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้การนวดจับเส้น ไม่แนะนำในระยะปวดเฉียบพลัน เพราะจะทำให้อาการอักเสบมากยิ่งขึ้น
การบริหารคอ กลุ่มปวดคอเรื้อรังควรมีการบริหารคอเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่อกระดูกคอ และบริหารกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอให้แข็งแรง โดยให้ลำคออยู่แนวตรง ใช้ฝ่ามือวางบริเวณเหนือหู เกร็งกล้ามเนื้อคอดันสู้ฝ่ามือ โดยไม่ให้คอเคลื่อนไหว หรือเกิดอาการปวด และให้วางฝ่ามือบริเวณ หน้าผาก เพื่อเกร็งกล้ามเนื้อ ดันสู้ฝ่ามือ ฝึกทำบ่อยๆ จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
การทำกายภาพในโรงพยาบาล โดยการให้ความร้อนอัลตราซาวด์ หรือดึงคอเป็นการรักษาวิธีหนึ่ง ซึ่งช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้

แนวทางป้องกัน
หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง หยุดสูบบุหรี่
ระวังอิริยาบถขณะทำงาน ไม่ก้ม-เงยคอนานเกินไป
ขณะทำงานควรหาเวลาหยุดพัก เพื่อออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ เคลื่อนไหวคอ หรือเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ ชั่วโมง
เก้าอี้นั่งทำงานควรมีพนักพิง หนุนคอได้พอดี
เวลานอน ใช้หมอนหนุนบริเวณก้านคอ ไม่ให้ศีรษะก้ม หรือ เงยมากเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ ศีรษะอยู่ระดับเดียวกับพื้น
ออกกำลังกาย ฝึกกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง

Monday, August 18, 2008

กระดูกคอเสื่อม

สืบเนื่องจากรุ่นพี่ที่ทำงานคนหนึ่ง บ่นเรื่องปวดหลัง ปวดคอ บ่นมากมาย บ่นจนกระทั่งมันชาไปทั้งแขนด้านซ้าย
จากนาน ๆ เป็นครั้ง ก็เริ่มถี่ขึ้น พี่แกก็ยังไม่ไปหาหมอ ประมาณว่างานเยอะ ไม่มีเวลา ไอ้เราก็กลัวเค้าจะเป็นอัมพฤกษ์ไปซะ ไม่อยากมีพี่เป็นอัมพฤกษ์น่ะ
ที่สุดแกก็ไปหาหมอ เพราะแกทนปวดไม่ไหว
หมอก็บอกว่า แกน่ะ กระดูกคอเสื่อม พอเราได้ยินที่เขาเล่ามาก็ อู้ย…น่ากลัวง่ะ ต่อมอยากรู้อยากเห็นก็เริ่มเป่ง จวนเจียนจะแตกเต็มที ก็เลยเร่งหาความรู้เข้าตัว และด้วยความมีจิตสำนึกดีกับคนรอบตัว ก็เลยหาข้อมูลมาเผยแพร่ให้คนแถวนี้ได้อ่านกัน เรื่องราวเหล่านี้นำมาจาก www.thaispinedoctor.com และภาพจาก www.si.mahidol.ac.th
ติดตามอ่านกันได้เลย

กระดูกคอเสื่อมเกิดขึ้นได้จากการที่กระดูกเสื่อมสภาพเมื่ออายุมากขึ้น และเกิดจากการใช้งาน เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ำหนัก ศีรษะ และมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ภาวะกระดูกเสื่อมย่อมเกิดขึ้นทุกคน การเสื่อมมากหรือน้อยในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน

การเสื่อมสภาพของกระดูกคอ จะเริ่มตั้งแต่มีการเสื่อมของหมอนรองกระดูกคอ ต่อมาก็มีการเสื่อมของข้อต่อของกระดูกสันหลัง เมื่อมีการเสื่อมมากขึ้น ข้อต่อก็จะมีการหลวม ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดคอเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ บางรายไม่มีอาการปวดคอ แต่รู้สึกเมื่อยคอ

ต่อมาร่างกายก็มีการปรับสภาพโดยการพยายามสร้างกระดูกขึ้นมา ไม่ว่าบริเวณข้อต่อ หรือส่วนอื่นๆของกระดูกสันหลังที่มีการเคลื่อนไหว กระดูกที่สร้างขึ้นมานี้ เรียกว่า หินปูน หรือ กระดูกงอก ก็จะส่งผลให้ขยับเคลื่อนไหวน้อยลง อาการปวดคอของผู้ป่วยก็จะดีขึ้น บางรายก็ไม่ปวดคอเลย

แต่กระดูกงอกหรือหินปูนดังกล่าว หากเกิดบริเวณตำแหน่งใกล้กับเส้นประสาทก็จะทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทได้ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดชาแขนไปตามส่วนที่เส้นประสาทไปเลี้ยง ในผู้ป่วยอายุน้อยการเกิดกดทับเส้นประสาท จากหินปูนจะพบน้อย เนื่องจากกระดูกคอยังเสื่อมไม่มาก แต่ก็เกิดขึ้นได้จากที่ หมอนรองกระดูกคอ ที่เสื่อม เคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งสามารถพบได้บ่อยในช่วงอายุ 20-40 ปี

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกเสื่อมเร็วขึ้น
บุหรี่ เป็นปัจจัยทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูกสันหลัง
การใช้งาน ในอิริยาบถและทำผิดลักษณะ เช่น การก้มคอเขียนหนังสือ หรือดูคอมพิวเตอร์นานๆ การนอนหนุนหมอนที่สูงมาก ทำให้คออยู่ในท่างอผิดปกติ ตลอดจนการนอนอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือเงยคอทำงานเช่น ช่างซ่อมช่วงล่างรถยนต์ ก็ทำให้คออยู่ในลักษณะแอ่นไปด้านหลังตลอดเวลา หากมีการใช้ผิดลักษณะนาน ๆ จนเป็นนิสัย ก็ทำให้กระดูกคอเสื่อมเร็วขึ้นได้
การได้รับอุบัติเหตุ ทางรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ กระดูกคอเกิดการกระแทก หรือคอมีการเหวี่ยงอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดการฉีกขาดของหมอนรองกระดูก หรือเอ็นข้อต่อกระดูกได้
การเล่นกีฬาบางชนิด เช่น การโหม่งลูกฟุตบอล การเล่นอเมริกันฟุตบอล ทำให้เกิดกระแทกบริเวณศีรษะหรือคอบ่อยๆ การเล่นโยคะบางท่า เช่น ท่าศีรษะโหม่งพื้น ใช้ศีรษะรับน้ำหนักตัว


อาการแสดงของกระดูกคอเสื่อม
ไม่มีอาการแสดง อาจจะมีอาการเมื่อยๆคอ เป็นๆหายๆ แต่ก็ไม่ได้สังเกต ไม่ได้รักษา
ปวดคอเรื้อรัง กินยาแก้ปวด อาการก็ดีขึ้น ต่อมากลับมาปวดคออีก บางรายเวลาแหงนคอก็มีอาการปวดร้าวบริเวณสะบักหรือหัวไหล่
ปวดคอร้าวไปแขน แสดงว่ากระดูกคอเสื่อมเริ่มมีการกดทับเส้นประสาท อาจจะอาการเหมือนมีไฟช๊อต ร้าวจากคอไปบริเวณข้อศอกหรือนิ้วมือ เสียวแปล๊บๆ ต่อมาอาการเสียวดีขึ้นแต่รู้สึกชาและปวดแขน แขนล้าไม่มีแรง
ไม่มีอาการปวดคอแต่รู้สึกปวดไหล่ ร้าวไปข้อศอก ปวดล้าๆ เมื่อย อาจจะมีอาการชาร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
มีอาการเดินเซ หรือแขนขา อ่อนแรง โดยไม่ปวดคอ
ถ้ามีการกดทับเส้นประสาทอย่างรุนแรงก็ทำให้เดินไม่ได้ หรือควบคุมการอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้

Saturday, July 26, 2008

Strength Training ความอ่อนเยาว์ รูปร่างดีๆน่ามอง

สืบเนื่องจากมีเวลาอยู่นิดส์นึง พร้อม ๆ กับหัวเรื่องที่จั่วไว้ว่าความอ่อนเยาว์ มันก็เลยน่าสนใจไง ก็เลยแปลมาแปะไว้ให้คนอ่าน 2-3 คนได้อ่านกัน หวังว่าคงจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

การฝึก Strength Training โดยหลัก ๆ แล้วเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงาน เมื่อถูกกระตุ้นแล้วกล้ามเนื้อจะตอบสนองด้วยการทำให้มันแข็งแรง และแข็งแกร่งขึ้น เมื่อฝึกอย่างสม่ำเสมอคุณจะมีกล้ามเนื้อ และร่างกายที่น่ามอง รวมทั้งรูปร่างกระชับขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเป็นเกราะป้องกันโรคและทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

หลายคนเริ่มตระหนักถึงการออกกำลังกายบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้รวมการฝึก strength training อย่างน้อย 50 - 60% เข้าไปในโปรแกรมการฝึกด้วย การฝึก Strength training ไม่เพียงแค่เพิ่มความแข็งแกร่งแต่ยังทำให้ร่างกายมีความทนทานมากขึ้น และช่วยลดอัตราความเสี่ยงของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ในการประกอบกิจกรรมในแต่ละวันของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเล่นกีฬา ส่วนที่ดีที่สุดของมันก็คือเห็นผลได้เร็วมาก คุณจะแข็งแรงขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ และใน 2-3 เดือนความแข็งแกร่งของคุณจะมากขึ้นสองถึงสามเท่าตัว (จากบทความของ ezinearticle.com จ้ะ)

Strength training เป็นส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการลดน้ำหนัก อย่างไรล่ะ เพื่อทำให้เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อกระชับ จึงทำให้เกิดการเผาผลาญมากขึ้น เพื่อให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย

การลดน้ำหนักด้วยการจำกัดอาหารเพียงอย่างเดียว วัฏจักรไร้ประโยชน์ (futile cycle) จะเกิดขึ้น การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วทำให้ร่างกายเปลี่ยนเป็นสภาวะ diet shock หรือสภาวะอดอาหาร ร่างกายจะพยายามเก็บกักพลังงานไว้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งทำให้อัตราในการเบิร์นแคลอรี่ (อัตราการเผาผลาญ) ช้าลงเรื่อย ๆ และทันทีที่คุณเริ่มกินอาหารเป็นปกติ ร่างกายก็จะกักเก็บแคลอรี่อันมีค่าไว้ในรูปของไขมัน แต่ด้วยการฝึก strength training มันจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญและกำจัดไขมันส่วนเกินได้เร็วขึ้น

การฝึก strength training ไม่เพียงแต่ลดไขมันส่วนเกิน แต่ยังทำให้เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อกระชับ แข็งแกร่งมากขึ้น หมายความว่ารูปร่างของคุณจะดีขึ้น แถมดูอ่อนเยาว์อีกต่างหาก อย่าตกใจ…ถ้าคุณสวมเสื้อผ้าที่คุณไม่สามารถใส่ได้มาสักพักแล้วเพราะว่ามันคับจนเกินไป มันเกิดขึ้นได้โดยที่น้ำหนักของคุณไม่ลดลงไปเลย

Strength training มีประโยชน์อย่างยิ่งกับคนสูงวัยซึ่งต้องการรักษารูปร่างให้ดูดี เมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไปอัตราการเผาผลาญและมวลกล้ามเนื้อจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นการยากยิ่งที่จะกำจัดเจ้าน้ำหนักส่วนเกินออกไป

Saturday, July 12, 2008

ว่าด้วยเรื่องของการปั่นจักรยาน...

NAATOY หายจาก blog ตัวเองไปนานแสนนาน เนื่องจาก...ติดกระแสเอเอฟ แล้วก็ติดงานอีกนิดหน่อย รู้สึกว่านานเกินไปเสียแล้ว ก็เลยขออัพเดตความรู้ให้กับตัวเองและคนอ่านอื่น ๆ อีก 2-3 คน ก็เลยได้เรื่องมาให้อ่านกัน

สืบเนื่องจากช่วงนี้เต้นเยอะทั้งแอโรบิค และสเตปแอโรบิค จนรู้สึกปวดเข่า ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นปั่นจักรยานแทน เพราะอ่านมาจากหลาย ๆ ที่ ประมาณว่า...การกระแทกเข่านั้นน้อยกว่าการเต้น ก็เลยหาข้อมูลภาษาอังกฤษมาแปลเพื่อเป็นการฝึกไปในตัว และปฏิวัติการเข้าคลาสแดนซ์ มาเป็นคลาสสปินนิ่งแทน

งั้น....มาอ่านกันเลยดีกว่า

การออกกำลังกายทำให้คุณแข็งแรงขึ้น และยังเป็นส่วนสำคัญในการลดน้ำหนัก ซึ่งควบคู่กับการควบคุมอาหาร

กล่าวกันว่าการเดินเป็นจ้าวของการออกกำลังกาย แต่การปั่นจักรยานนั้นดีกว่าการเดิน เพราะการกระแทกที่เข่าและข้อเท้านั้นน้อยกว่า

เราสามารถปั่นกับจักรยานอยู่กับที่ได้ในบ้านพร้อมๆไปกับติดตามรายการโปรดทางทีวี หรืออาจจะขี่จักรยานออกนอกบ้านก็ได้ ซึ่งทำให้คุณได้รับอากาศบริสุทธิ์ สดชื่น ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่น

ข้อดีของการขี่จักรยาน ก็คือ ง่าย ราคาไม่แพง ปั่นได้ทั้งนอกหรือในสถานที่ ไม่ต้องใช้พื้นที่พิเศษอะไรมากมาย การขี่จักรยานเป็นการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอที่ดีเยี่ยม ช่วยเบิร์นแคลอรี่ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณขา ความกระแทกต่ำจึงลดความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บ

ประโยชน์การปั่นจักรยานนั้น รู้กันดีอยู่แล้วในแง่ของการเบิร์นแคลอรี่ แต่แคลอรี่ทั้งหมดที่ถูกเบิร์นนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลา ความหนักหน่วงและความบ่อยครั้ง รวมทั้งน้ำหนักตัวของคุณด้วย น้ำหนักตัวยิ่งมาก ก็ต้องฝึกให้หนักหน่วงขึ้นเพื่อให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ คนหนักประมาณ 60 กก. จะเบิร์นแคลอรี่ได้ประมาณ 360 แคลอรี่ต่อชม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่กล่าวมาแล้วด้วย

คุณสามารถขี่จักรยานคนเดียวหรือเป็นกลุ่มได้ ทำให้คุณได้เพื่อนใหม่ ๆ ซึ่งมีความสนใจในสิ่งที่เหมือนกัน และการปั่นจักรยานนั้นเป็นการออกกำลังกายประเภทหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายได้อย่างแท้จริง

การปั่นจักรยานไม่ใช่แค่เพียงมีประโยชน์มากมาย แต่มันยังสนุกและเป็นกิจกรรมที่ดี ที่ทำได้ทั้งครอบครัว งั้นเราก็…มาขี่จักรยานกันเถอะ

Sunday, June 1, 2008

การนอนหลับมีผลกับสุขภาพของคุณ

ดูเหมือนว่าในปัจจุบันนี้ การนอนหลับน้อยกว่า 6 ชม.นั้น เป็นลักษณะพิเศษของคนที่ประสบความสำเร็จ มีความทะเยอทะยาน ส่วนคนที่นอน 7-8 ชม. จะถูกมองว่าเป็นคนขี้เกียจและไร้ประสิทธิภาพ

ไม่เป็นความจริงสักนิด!

ต่อไปนี้เป็นเรื่องย่อ ๆ ของฝรั่งผู้เขียนเค้า
เมื่อ 2-3 เดือนก่อน คุณฝรั่งคนนี้เค้าทำงานจนค่ำมืด และรุ่งขึ้นก็ทำงานแต่เช้าตรู่ ต้องตื่นตีสี่ เค้าก็เลยง่วงเหงาหาวนอนไปทั้งวัน เค้าก็สังเกตเห็นว่ามันทำให้เครียด ไม่มีสมาธิ ไม่ค่อยมีแรง และอื่น ๆ แต่สิ่งที่คุณฝรั่งคาดไม่ถึงก็คือ เค้าหิวบ่อย ไม่สามารถควบคุมการอยากอาหารได้ น้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเค้าก็เลยเสาะหาคำตอบ ว่าทำไมอาการนี้จึงเกิดขึ้น หลังจากการศึกษาค้นคว้าและหาคำตอบแล้ว ทำให้เค้าคิดว่าเค้าต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องการให้ตนเองแข็งแรง สุขภาพดี

1.การอดนอนนั้นมีผลกับฮอร์โมน cortisol ซึ่งทำให้คุณรู้สึกหิวแม้ว่าคุณจะรับประทานอาหารในปริมาณเพียงพอแล้วก็ตาม

2.การอดนอนนั้นเกี่ยวกับการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate metabolism) เพราะระดับกลูโคสในเลือดสูง การที่กลูโคสมีมากเกินไปหมายถึงการผลิตอินซูลินมากเกินไป ซึ่งเทียบเท่ากับการสะสมไขมันในร่างกายมากเกินไป ในที่สุดมันจะนำไปสู่การต่อต้านอินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นโรคเบาหวาน
***'โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน' หมายถึง เบาหวานที่เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมกับมีความผิดปกติในการหลั่งอินซูลิน มักสัมพันธ์กับภาวะอ้วน มีประวัติพันธุกรรมในครอบครัว พบมากในผู้ใหญ่***/NaaToy

3. เมื่อคุณหลับสนิท ฮอร์โมนที่ทำให้เติบโต (growth hormones) จะทำงาน การหลับไม่สนิทจะลดปริมาณ growth hormones ซึ่งเป็นโปรตีนควบคุมสัดส่วนของไขมันและกล้ามเนื้อในร่างกาย ถ้าคุณต้องการกล้ามเนื้อ คุณต้องหลับให้สนิท
***Growth hormone เป็นฮอร์โมนประเภทโปรตีนที่ประกอบกรดอะมิโน 191 ตัว และมีธาตุกำมะถันอยู่ในรูปไดซัลไฟด์ ทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการเจริญของกล้ามเนื้อและกระดูก และมีอิทธิพลกระตุ้นการเจริญและเพิ่มความยาวของกระดูก รวมทั้งกระตุ้นการเจริญของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย***/NaaToy

4.ฮอร์โมน leptin และ ghrelin ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการลดน้ำหนักและการนอนหลับ Ghrelin บอกให้คุณรู้ว่าคุณหิวแล้วนะ ส่วน Leptin บอกให้คุณรู้ว่าคุณอิ่มแล้ว เมื่อคุณนอนไม่พอ ghrelin จะมากขึ้นขณะที่ leptin ลดน้อยลง คุณก็จะรู้สึกหิวบ่อย และนี่เป็นสิ่งที่คุณฝรั่งแกกำลังประสบกับเหตุการณ์นี้อยู่

5. ผลของการนอนน้อยเช่น ความเครียด และไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรง กระทบกับโปรแกรมการออกกำลังกายของคุณโดยตรง ถ้าคุณไม่มีอารมณ์จะออกกำลังกายและรู้สึกเหนื่อยมากมาย คุณก็จะออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่และพัฒนาได้ไม่ดีนัก

เพราะฉะนั้น พยายามนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องการนอนหรือตื่นบ่อย ก็ไปพบแพทย์ซะ เพราะคุณอาจจะเป็นโรคนอนไม่หลับหรือโรคอื่น ๆ ก็ได้
และการนอนเพียง 2-3 ชั่วโมงไม่ได้ทำให้คุณดูเป็นคนขยันที่สุดในโลก แต่สิ่งเดียวที่ทำให้โลกได้รับรู้ก็คือรอยคล้ำใต้ตาของคุณนั่นเอง